ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

คุณแม่มือใหม่หลายคนมักจะเผชิญกับความกังวลใจอย่างหนักเมื่อตัวเองมีอาการไข้ ปวดหัว หรือท้องเสียขึ้นมากะทันหัน คำถามแรกที่แล่นเข้ามาในหัวทันทีคือ ยาจะซึมผ่านน้ำนมไปทำอันตรายลูกไหม หรือต้องปั๊มนมทิ้งกี่ชั่วโมงถึงจะกลับมาให้นมลูกได้อีก ความกังวลเหล่านี้ทำให้แม่หลายคนยอมทนเจ็บป่วยโดยไม่ยอมกินยา ซึ่งบางครั้งส่งผลเสียต่อสุขภาพของตัวคุณแม่เองมากกว่าที่คิด

กลไกการส่งผ่านตัวยาจากแม่สู่ลูกทางน้ำนม

ในความเป็นจริงแล้ว ยาทุกชนิดไม่ได้ผ่านเข้าสู่น้ำนมในปริมาณที่เท่ากัน กระบวนการนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ขนาดโมเลกุลของยา การละลายในไขมัน และความสามารถในการจับกับโปรตีนในเลือดของคุณแม่ ยาที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่มาก เช่น อินซูลิน จะไม่สามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้เลย ในขณะที่ยาที่มีโมเลกุลขนาดเล็กและละลายได้ดีในไขมันจะมีโอกาสผ่านเข้าสู่น้ำนมได้มากกว่า

เมื่อคุณแม่กินยา ตัวยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดของคุณแม่ก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ แพร่ผ่านผนังหลอดเลือดเข้าสู่น้ำนม ปริมาณยาที่ลูกจะได้รับผ่านการกินนมแม่มักจะต่ำมาก โดยทั่วไปคิดเป็นไม่ถึงร้อยละ 1 ของปริมาณยาที่คุณแม่ได้รับทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม ทารกแรกเกิด โดยเฉพาะกลุ่มที่คลอดก่อนกำหนด หรือทารกที่อายุยังไม่ถึง 2 เดือน จะมีระบบตับและไตที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้การขับยาออกจากร่างกายเป็นไปได้ช้ากว่าผู้ใหญ่ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ แนวทางการใช้ยาอย่างปลอดภัยและกระบวนการที่ส่งผลต่อลูกจึงเป็นสิ่งที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม

กลุ่มยาที่ใช้ได้อย่างสบายใจ และกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ทางการแพทย์ได้มีการจัดกลุ่มยาสำหรับหญิงให้นมบุตร เพื่อช่วยให้คุณแม่และบุคลากรทางการแพทย์ร่วมกันประเมินความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

ยาที่ปลอดภัยและใช้ได้บ่อย

  • ยาแก้ปวดลดไข้: พาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นตัวเลือกแรกที่มีความปลอดภัยสูงมาก สำหรับยาแก้ปวดกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ก็มีความปลอดภัยสูงเช่นกัน เพราะผ่านทางน้ำนมน้อยมากและมีระยะเวลาออกฤทธิ์สั้น
  • ยาแก้แพ้และยาลดน้ำมูก: ควรเลือกยาแก้แพ้กลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงนอน เช่น ลอราทาดีน (Loratadine) เนื่องจากยาที่ทำให้ง่วงอาจส่งผลให้ทารกซึมหรือนอนหลับมากผิดปกติได้
  • ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ: ยากลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillins) และเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins) สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยภายใต้คำแนะนำของแพทย์ แม้ว่าอาจทำให้ทารกมีอาการถ่ายเหลวหรือท้องอืดได้บ้างเล็กน้อยจากการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้

ยาที่ควรหลีกเลี่ยงหรือต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

  • ยาแก้ไอหรือยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของโคเดอีน (Codeine): ยาในกลุ่มนี้อาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อทารก เนื่องจากร่างกายของทารกบางรายอาจเปลี่ยนโคเดอีนเป็นมอร์ฟีนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กดการหายใจและซึมผิดปกติ
  • ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม: ยาที่มีส่วนผสมของเอสโตรเจนอาจทำให้ปริมาณน้ำนมลดลงอย่างเห็นได้ชัด หากจำเป็นต้องใช้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนเป็นยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเดี่ยว

ข้อปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยาของคุณแม่ให้นมบุตร

นอกจากการเลือกชนิดของยาแล้ว วิธีการบริหารยาก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ข้อแนะนำง่ายๆ ต่อไปนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อลูกรักได้ดีที่สุด

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการวางแผนช่วงเวลาการกินยาและสังเกตอาการของลูกอย่างรอบคอบ

  • กินยาหลังจากให้นมลูกเสร็จทันที: การกินยาในช่วงเวลานี้จะช่วยให้ระดับยาในเลือดของคุณแม่ขึ้นสูงและลดลงไปก่อนที่จะถึงรอบการให้นมครั้งถัดไป ซึ่งปกติจะเว้นระยะห่างประมาณ 2-3 ชั่วโมงขึ้นไป
  • เลือกใช้ยาเฉพาะที่แทนยาเม็ดกิน: หากมีอาการคัดจมูก การใช้ยาพ่นจมูกจะส่งผลต่อร่างกายน้อยกว่ายากินแบบเม็ด หรือหากมีอาการปวดกล้ามเนื้อ การใช้ยาทาภายนอกก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่ามาก
  • สังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด: หลังจากที่คุณแม่กินยาชนิดใดก็ตาม ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของลูก เช่น มีผื่นขึ้น ท้องเสีย ร้องกวนผิดปกติ ซึมลง หรือนอนหลับยาก หากพบอาการเหล่านี้ ควรหยุดยาและพาลูกไปพบแพทย์ทันที

การดูแลสุขภาพของตัวคุณแม่เองก็มีความสำคัญไม่ต่างจากการดูแลลูกน้อย เพราะร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่ผ่อนคลายของแม่คือต้นกำเนิดของน้ำนมที่ดีที่สุด หากคุณแม่รู้สึกไม่สบาย การเข้ารับการตรวจรักษาและแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งว่ากำลังให้นมบุตร จะช่วยให้คุณแม่ได้รับการรักษาที่ตรงจุด ปลอดภัย และไม่ต้องทนทรมานกับอาการป่วยอีกต่อไป

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down