อาการปวดมาทีไร หยิบยาแก้อักเสบกินทุกที ปลอดภัยจริงไหม?
เวลาที่เรามีอาการปวดข้อ ปวดหลัง หรือปวดกล้ามเนื้อ สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นยาแก้ปวดลดการอักเสบกลุ่มที่เรียกว่าเอ็นเสด หรือที่หมอได้ยินคนไข้เรียกติดปากกันบ่อยๆ ว่ายาชุด ยาแก้ปวดข้อ หรือยาเม็ดสีต่างๆ ที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา แม้ว่ายาเหล่านี้จะออกฤทธิ์ได้ดีมากในการช่วยลดอาการปวด บวม แดง ร้อน ทำให้เรากลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติอย่างรวดเร็ว แต่เบื้องหลังความสบายชั่วคราวนั้น ซ่อนภัยเงียบที่คุณอาจคาดไม่ถึง
ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้โรคกระเพาะและโรคไตมานาน ยอมรับเลยว่ามีคนไข้จำนวนไม่น้อยที่เดินเข้ามาด้วยอาการปวดท้องรุนแรง ถ่ายดำ หรือผลตรวจเลือดพบว่าการทำงานของไตเริ่มเสื่อมลง เพียงเพราะความคุ้นชินในการซื้อยากลุ่มนี้มากินติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว วันนี้หมอเลยอยากชวนมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันแบบเคลียร์ชัด เพื่อให้ทุกคนใช้ยาได้อย่างปลอดภัยและไม่ทำร้ายร่างกายโดยรู้เท่าทัน
ทำความรู้จักยากลุ่มเอ็นเสด ยอดฮิตที่กินกันอยู่คือยาอะไรบ้าง?
ยากลุ่มเอ็นเสด หรือ NSAIDs ย่อมาจาก Non-Steroidal Anti-inflammatory Drugs คือกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งตัวยาในกลุ่มนี้มีอยู่หลายชื่อมากๆ ที่เราคุ้นหูกันดี เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนก นาโปรเซน หรือเซเลคอกซิบ ยาเหล่านี้ทำงานโดยไปยับยั้งสารสื่ออักเสบในร่างกาย ทำให้ความเจ็บปวดลดลงและลดไข้ได้ด้วย
แต่ปัญหาคือ สารสื่ออักเสบที่ถูกยาตัวนี้บล็อกเอาไว้ จริงๆ แล้วมันยังมีหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในร่างกาย นั่นก็คือการคอยปกป้องเยื่อบุผนังกระเพาะอาหารไม่ให้โดนน้ำย่อยกัด และคอยควบคุมการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงไตให้เป็นปกติ พอเรากินยาเข้าไปนานๆ หรือกินในปริมาณที่มากเกินไป ปราการป้องกันเหล่านี้เลยพังลง จนเกิดปัญหาตามมา
ภัยมืดจากอาผลข้างเคียงจากการใช้ยาแก้อักเสบกลุ่มเอ็นเสดที่ต้องระวัง
ผลข้างเคียงจากการใช้ยาตัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนในทันที แต่ถ้าใช้ติดต่อกันนานเกินไป หรือใช้ในคนที่มีโรคประจำตัว ความเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นทันที อาการหลักๆ ที่หมอมักพบเจอและอยากให้ทุกคนสังเกตตัวเองมีดังนี้
- ระวังเรื่องกระเพาะอาหารพัง: เริ่มตั้งแต่แสบยอดอก อาหารไม่ย่อย เรอเปรี้ยว ไปจนถึงขั้นรุนแรงคือกระเพาะทะลุหรือเลือดออกในทางเดินอาหาร สังเกตได้ง่ายๆ จากอาการถ่ายอุจจาระเป็นสีดำเหมือนยางมะตอย นั่นคือสัญญาณเตือนอันตราย
- ไตทำงานหนักและเสื่อมลง: เพราะยาไปลดเลือดที่จะไปเลี้ยงไต ทำให้ไตกรองของเสียได้ไม่ดี คนไข้บางคนกินติดต่อกันไม่กี่สัปดาห์ ค่าไตพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ บางรายอาจมีอาการขาบวม ปัสสาวะน้อยลงร่วมด้วย
- ความดันโลหิตและโรคหัวใจ: ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ทำให้ร่างกายขับเกลือและน้ำออกได้น้อยลง ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจขาดเลือดหรืออัมพฤกษ์อัมพลาญได้ในกลุ่มเสี่ยง
ใครบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อนซื้อยากลุ่มนี้กินเอง?
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีเงื่อนไขเหล่านี้ หมอขอแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงการเดินไปซื้อยากลุ่มเอ็นเสดมากินเองที่ร้านขายยาเด็ดขาด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง
- ผู้สูงอายุ เพราะระบบการทำงานของไตและกระเพาะอาหารเสื่อมถอยไปตามวัย ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ง่ายและรุนแรงกว่าคนหนุ่มสาว
- ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคเรื้อรังอย่างโรคไตเสื่อม โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ
- ผู้ที่ต้องทานยาละลายหัวลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือดอยู่แล้ว เพราะยากลุ่มเอ็นเสดจะไปเสริมฤทธิ์กัน ทำให้เสี่ยงต่อภาวะเลือดออกง่ายและหยุดยาก
- หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วงไตรมาสสุดท้าย ห้ามทานเด็ดขาดเพราะมีผลต่อทารกในครรภ์
ทางเลือกและวิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการปวด โดยไม่ต้องพึ่งยาแรง
อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือข้อต่อส่วนใหญ่ มักเกิดจากการใช้งานหนักหรือท่าทางที่ไม่ถูกต้อง การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่การกินยาเพื่อกดอาการปวดเอาไว้ แต่เราควรดูแลตัวเองร่วมด้วย ดังนี้ครับ
ลองปรับเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวัน พักการใช้งานกล้ามเนื้อส่วนนั้น ใช้การประคบร้อนหรือประคบเย็นให้ถูกวิธีตามระยะเวลาของอาการปวด หากมีอาการปวดตึงเรื้อรัง การทำกายภาพบำบัด การยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ หรือการฝังเข็ม ก็เป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยมในการรักษาที่ต้นเหตุโดยไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงจากยา
ท้ายที่สุดนี้ หมอไม่ได้บอกว่ายากลุ่มเอ็นเสดเป็นยาต้องห้ามนะคะ มันเป็นยาที่ดีและมีประโยชน์มากถ้ารู้จักใช้ ถูกโรค และถูกขนาด แต่ทุกครั้งที่มีอาการปวดและอยากจะหยิบยามากิน ขอให้ฉุกคิดสักนิดว่าเรากินมานานแค่ไหนแล้ว มีโรคประจำตัวอะไรหรือเปล่า หรือถ้าไม่แน่ใจ เดินมาปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรใกล้บ้านก่อนปลอดภัยที่สุดครับ