ตื่นมาแล้วปวดเข่า กอกแกกเวลาเดิน สัญญาณเตือนที่ปล่อยไว้ไม่ได้
เวลาที่คนไข้เดินมานั่งที่ห้องตรวจแล้วบอกหมอว่า เวลาลุกขึ้นยืนแล้วเข่าดังกรอบแกรบ หรือเดินขึ้นบันไดทีไรต้องคอยเอามือเกาะราวบันไดทุกที อาการเหล่านี้มักไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปสำหรับคนวัยทำงานไปจนถึงผู้สูงอายุ หลายคนพยายามกินยาแก้ปวด ทาครีมบรรเทาอาการ หรือใส่สนับเข่าช่วยพยุง แต่พอยาหมดฤทธิ์ความเจ็บปวดก็กลับมาเยือนอีกครั้ง จนเริ่มกังวลว่าสุดท้ายแล้วจะต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมหรือเปล่า
ในฐานะหมอ หมอเข้าใจดีว่าความกลัวการผ่าตัดและความต้องการอยากกลับไปเดินเหินได้คล่องแคล่วโดยไม่ต้องทนเจ็บเป็นอย่างไร โชคดีที่วิทยาการทางการแพทย์ปัจจุบันมีทางเลือกใหม่ที่ช่วยซ่อมแซมข้อเข่าจากภายใน โดยใช้เลือดของตัวคนไข้เองมาช่วยฟื้นฟู นั่นคือการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นเพื่อฟื้นฟูเนื้อเยื่อข้อเข่า หรือที่ในวงการแพทย์เรียกว่า พีอาร์พี (PRP)
เกล็ดเลือดเข้มข้นคืออะไร ทำไมถึงช่วยซ่อมแซมข้อเข่าที่เสื่อมได้
หลายคนอาจสงสัยว่า เลือดที่เราเจาะแขนไปตรวจสุขภาพเนี่ยนะ จะเอามาช่วยรักษาเข่าเสื่อมได้อย่างไร หมอขออธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ แบบนี้ครับ ในเลือดของเราไม่ได้มีแค่น้ำเลือดและเม็ดเลือดแดง แต่ยังมีฮีโร่ตัวเล็กๆ ที่ชื่อว่า เกล็ดเลือด (Platelet) ซ่อนอยู่
หน้าที่หลักของเกล็ดเลือดที่เราคุ้นเคยกันดีคือ ช่วยห้ามเวลาเรามีแผลสด แต่ความลับทางวิทยาศาสตร์คือ ภายในเกล็ดเลือดตัวเล็กๆ เหล่านี้ มีคลังแสงขนาดใหญ่ที่เก็บสารกระตุ้นการเจริญเติบโต หรือที่เรียกว่า โกรทแฟคเตอร์ (Growth Factors) อยู่เพียบ สารเหล่านี้เปรียบเสมือนหัวหน้าช่างซ่อมบำรุงธรรมชาติ เมื่อร่างกายเกิดบาดแผล ช่างเหล่านี้จะรีบวิ่งไปซ่อมแซมทันที
ดังนั้น เมื่อหมอนำเลือดของคนไข้ไปเข้าเครื่องปั่นแยกเพื่อเอาเฉพาะส่วนที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นสูงที่สุดออกมา เราจะได้หัวหัวเชื้อที่มีความเข้มข้นของสารซ่อมแซมสูงกว่าเลือดปกติหลายเท่าตัว เมื่อฉีดกลับเข้าไปในข้อเข่าที่มีปัญหา สารเหล่านี้จะทำหน้าที่กระตุ้นให้เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนที่สึกหรอค่อยๆ ฟื้นตัว ลดการอักเสบเรื้อรังในข้อ และช่วยให้สภาพแวดล้อมภายในข้อเข่ากลับมาดีขึ้นตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย
ขั้นตอนการรักษาตั้งแต่เจาะเลือดจนถึงฉีดยาเข้าข้อเข่า
ขั้นตอนการทำไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดครับ คนไข้หลายคนบอกว่าชิลกว่าการทำฟันเสียอีก โดยขั้นตอนทั้งหมดจะแบ่งออกเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ดังนี้
- ขั้นตอนที่ 1 เจาะเก็บเลือด: เจ้าพยาบาลจะเจาะเลือดจากข้อพับแขนของคนไข้ปริมาณไม่มากนัก ประมาณการเจาะเลือดตรวจสุขภาพทั่วไป
- ขั้นตอนที่ 2 ปั่นแยกด้วยเครื่องมือแพทย์: นำหลอดเลือดไปเข้าเครื่องปั่นเหวี่ยงความเร็วสูง เพื่อแยกชั้นเลือดแดง เลือดขาว และเกล็ดเลือดออกจากกันอย่างแม่นยำ
- ขั้นตอนที่ 3 เตรียมเฉพาะส่วนเข้มข้น: แพทย์จะดูดเอาเฉพาะส่วนน้ำใสที่มีเกล็ดเลือดความเข้มข้นสูงและโกรทแฟคเตอร์หนาแน่น พร้อมใช้งาน
- ขั้นตอนที่ 4 ฉีดเข้าข้อเข่า: แพทย์ทำความสะอาดผิวหนังรอบข้อเข่า และฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นเข้าสู่โพรงข้อเข่าอย่างนุ่มนวล โดยขั้นตอนนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที
ช่วงแรกหลังฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น: ต้องดูแลตัวเองอย่างไรและจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
พอเข็มถอนออกแล้ว หลายคนมักถามหมอตลอดว่า หมอครับ ขากลับจะเดินไหวไหม? ในช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกหลังฉีด คนไข้บางท่านอาจรู้สึกตึงๆ หน่วงๆ หรือปวดระบมบริเวณข้อเข่าที่ฉีดได้บ้างครับ อาการนี้ถือเป็นเรื่องปกติและเป็นสัญญาณว่า กระบวนการอักเสบเฉพาะที่กำลังเริ่มต้นขึ้นเพื่อกระตุ้นการซ่อมแซม
วิธีบรรเทาอาการปวดตึงในช่วงวันแรกๆ
หากมีอาการปวดระบม สามารถใช้การประคบเย็นครั้งละ 15 ถึง 20 นาที เพื่อช่วยลดอาการบวมและบรรเทาความเจ็บปวด ที่สำคัญในช่วงสองสามวันแรกนี้ หมอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินเยอะๆ หรือใช้งานข้อเข่าหนัก ให้เน้นการพักผ่อนยกขาให้สูง และหากจำเป็นต้องกินยาแก้ปวด ให้เลือกใช้พาราเซตามอลตามคำแนะนำ หลีกเลี่ยงยากลุ่มต้านการอักเสบหรือยากลุ่ม NSAIDs เพราะยาเหล่านี้อาจไปยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือดที่เราเพิ่งฉีดเข้าไปได้
ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วยวิธีนี้ และใครควรเลี่ยง
แม้ว่าการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นจะเป็นนวัตกรรมที่ดีและปลอดภัยสูงเนื่องจากใช้เลือดของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะตอบโจทย์กับทุกคนร้อยเปอร์เซ็นต์ หมอขอสรุปให้เห็นภาพชัดเจนดังนี้ครับ
- กลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุด: คนไข้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมในระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง, คนที่มีอาการเอ็นข้อเข่าอักเสบเรื้อรัง, นักกีฬาที่มีปัญหาบาดเจ็บที่เนื้อเยื่ออ่อนรอบเข่า และผู้ที่ลองกินยาทำกายภาพแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
- กลุ่มที่แพทย์อาจไม่แนะนำ: คนไข้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมรุนแรงมากจนกระดูกชนกันสนิท, ผู้ที่มีความผิดปกติของเกล็ดเลือดหรือโรคเลือดไหลไม่หยุด, มีภาวะติดเชื้อในข้อเข่า หรือผู้ป่วยโรคมะเร็งบางประเภท
อาการแบบไหนหลังฉีดที่ควรกลับมาพบแพทย์ทันที
โดยทั่วไปการรักษาด้วยวิธีนี้มีความปลอดภัยสูงมากเพราะลดความเสี่ยงเรื่องการแพ้ได้เกือบหมด แต่หากผ่านพ้นช่วงสองวันแรกไปแล้ว อาการปวดบวมกลับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีไข้หนาวสั่น เข่าบวมเป่งจนงอไม่ได้ หรือผิวหนังรอบเข่าแดงร้อนผิดปกติ อาการเหล่านี้ไม่ใช่ผลข้างเคียงปกติของการรักษา แต่เป็นสัญญาณเตือนของการติดเชื้อ ซึ่งคนไข้ควรติดต่อกลับมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจประเมินอย่างละเอียดทันที
ความคาดหวังและการฟื้นตัวระยะยาวหลังการรักษา
การซ่อมแซมเนื้อเยื่อด้วยธรรมชาติไม่ใช่เวทมนตร์ที่จะหายปวดปลิดทิ้งทันทีหลังฉีดครับ คนไข้ส่วนใหญ่จะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น อาการปวดลดลง และเดินได้คล่องแคล่วขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ถึง 4 เป็นต้นไป เมื่อกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ทำงานได้เต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้มักจะอยู่ได้นานและช่วยชะลอความเสื่อมของข้อเข่าออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เรายังคงใช้ชีวิตประจำวัน ทำกิจกรรมที่รัก และเดินไปไหนมาไหนด้วยสองขาของเราเองได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง