ลูกชายปิดหูหนีเสียงเครื่องปั่นทุกครั้ง หรือทำไมลูกถึงไม่ยอมใส่เสื้อผ้าป้ายยี่ห้อ?
ในห้องตรวจของหมอ มักจะมีคุณพ่อคุณแม่เดินเข้ามาปรึกษาด้วยความกังวลใจ ลักษณะอาการมักจะคล้ายกันคือ ลูกดูเหมือนจะไวต่อสิ่งรอบตัวมากกว่าเด็กทั่วไป เสียงปรบมือดังหน่อยก็ร้องไห้โฮ หรือบางคนก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยรู้สึกเจ็บเวลาหกล้ม วิ่งชนโต๊ะแรงๆ ก็ยังเฉย สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเด็กดื้อหรือเลี้ยงยาก แต่อาจเป็นร่องรอยของภาวะที่เรียกว่าปัญหาการประมวลผลทางประสาทสัมผัส ซึ่งเป็นเรื่องที่ระบบประสาทของเด็กแปลความหมายสัญญาณรอบตัวผิดเพี้ยนไปจากคนอื่น
ระบบประสาทสัมผัสของเราทำงานอย่างไรในชีวิตประจำวัน
ปกติแล้วร่างกายมนุษย์ไม่ได้มีแค่ประสาทสัมผัสหลัก 5 อย่างที่เราท่องจำกันมาตั้งแต่เด็ก แต่เรายังมีระบบภายในที่ช่วยให้เรารู้สึกตัวและทรงตัวได้ดี เช่น ระบบรับความรู้สึกจากข้อต่อและกล้ามเนื้อ รวมถึงระบบการทรงตัว สมองทำหน้าที่เหมือนศูนย์กลางจราจรคอยคัดกรองข้อมูลที่เข้ามาผ่านตา หู จมูก ผิวสัมผัส และกล้ามเนื้อ แล้วจัดระเบียบให้เราตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวได้อย่างเหมาะสม เช่น ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านแล้วรู้ว่าควรเดินหลบ ไม่ใช่ตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก
รูปแบบอาการที่พบได้เมื่อสมองประมวลผลความรู้สึกผิดเพี้ยน
เมื่อระบบคัดกรองของสมองทำงานไม่ราบรื่น เด็กแต่ละคนจะแสดงออกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หมอขอแบ่งเข้าใจง่ายๆ เป็นสามกลุ่มหลักตามลักษณะที่เจอได้บ่อยในคลินิก
กลุ่มที่หนึ่ง: ไวต่อสิ่งเร้ามากเป็นพิเศษจนน่าตกใจ
เด็กกลุ่มนี้มักจะรับความรู้สึกเข้ามาแรงเกินจริง เสียงเพลงที่คนอื่นฟังว่าปกติ เขาจะรู้สึกว่ามันดังเหมือนลำโพงแตก เสื้อผ้าที่มีป้ายแข็งๆ หรือตะเข็บนูนจะทำให้เขารำคาญจนทนใส่ไม่ได้ หรือบางคนแค่โดนตัวเบาๆ ก็รู้สึกเหมือนโดนทำร้าย เด็กเหล่านี้มักจะหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด เสียงดัง หรือเลือกกินอาหารเฉพาะบางเนื้อสัมผัสเท่านั้น
กลุ่มที่สอง: ไวต่อสิ่งเร้าน้อยกว่าปกติและโหยหาความรู้สึกเพิ่ม
ในทางตรงกันข้าม เด็กบางคนรับความรู้สึกช้ากว่าคนอื่น สมองจึงต้องการแรงกระตุ้นที่มากกว่าปกติเพื่อให้รับรู้ได้ เราจะเห็นเด็กกลุ่มนี้ชอบวิ่งกระโดด ชนสิ่งของ กัดดินสอ หรือโยกตัวไปมาตลอดเวลา บางคนเจ็บตัวจากการเล่นผาดโผนแต่ไม่ร้องไห้ เพราะสัญญาณความเจ็บปวดเดินทางไปถึงสมองช้ากว่าคนทั่วไป
กลุ่มที่สาม: มีปัญหาเรื่องการทรงตัวและการเคลื่อนไหว
เด็กกลุ่มนี้มักจะซุ่มซ่าม เดินชนขอบโต๊ะบ่อย ทำของหลุดมือเป็นประจำ หรือจับดินสอผิดวิธีเพราะกะน้ำหนักมือไม่ถูก สมองส่วนที่ดูแลการทรงตัวและการรับรู้ตำแหน่งของอวัยวะทำงานไม่ประสานกัน ทำให้การเคลื่อนไหวดูเก้ๆ กังๆ ไม่คล่องแคล่วเหมือนเด็กวัยเดียวกัน
วิธีช่วยเหลือและปรับสภาพแวดล้อมให้ลูกน้อย
ข่าวดีคือภาวะนี้ไม่ใช่โรคทางกายที่รักษาไม่หาย แต่เป็นการทำงานของระบบประสาทที่ต้องอาศัยการฝึกฝนและการปรับตัว วิธีการดูแลหลักๆ มีดังนี้
- ปรับบ้านให้ลดสิ่งเร้า: หากลูกเป็นคนไวต่อเสียงและแสง ให้จัดมุมเงียบๆ ในบ้านที่ไม่มีเสียงรบกวน หลีกเลี่ยงแสงไฟกะพริบจ้า เพื่อให้สมองได้พักผ่อน
- เลือกเสื้อผ้าที่ใส่สบาย: ตัดป้ายเสื้อผ้าออก เลือกใช้ผ้าฝ้ายนุ่มๆ ไม่มีตะเข็บแข็งๆ ที่ทำให้ผิวหนังสร้าความระคายเคือง
- จัดกิจกรรมออกกำลังกายเพื่อการรับความรู้สึก: ให้เด็กได้เล่นปีนป่าย กระโดดแทรมโพลีน หรือกลิ้งตัวบนเบาะนิ่มๆ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยส่งข้อมูลไปยังกล้ามเนื้อและข้อต่อ ทำให้สมองจัดระเบียบความรู้สึกได้ดีขึ้น
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกิจกรรมบำบัด: นักกิจกรรมบำบัดจะมีโปรแกรมการกระตุ้นประสาทสัมผัสที่เฉพาะเจาะจง หรือที่เรียกว่า Sensory Diet ซึ่งออกแบบมาให้เหมาะกับเด็กแต่ละคนโดยเฉพาะ
ความเข้าใจและความอดทนคือยาวิเศษที่ดีที่สุด
การดูแลเด็กที่มีปัญหาการประมวลผลทางประสาทสัมผัสต้องอาศัยความเข้าใจจากคนรอบข้างเป็นหลัก เมื่อเราเข้าใจว่าพฤติกรรมแปลกๆ ของเขาไม่ได้เกิดจากการดื้อรั้น แต่เกิดจากความอึดอัดที่เขาต้องเผชิญกับโลกใบนี้ผ่านประสาทสัมผัสที่ไม่เหมือนเรา เราจะสามารถปรับวิธีเข้าหาและช่วยเหลือเขาได้อย่างถูกจุด พาเขาไปพบแพทย์หรือนักกิจกรรมบำบัดเพื่อประเมินตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เด็กเติบโตและปรับตัวเข้ากับสังคมรอบข้างได้อย่างมีความสุข