ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ในฐานะหมอเด็กที่ตรวจคนไข้ตัวเล็กๆ มาหลายปี สิ่งหนึ่งที่เห็นจนชินตาคือ คุณพ่อคุณแม่ยุคนี้มีความตั้งใจสูงมากในการหาตัวช่วยเสริมพัฒนาการ ไม่ว่าจะเป็นของเล่นเสริมไอคิวราคาแพง คลาสเรียนพิเศษตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ หรือแอปพลิเคชันในไอแพดที่โฆษณาว่าช่วยให้ลูกฉลาดขึ้น แต่พอตรวจประเมินจริงๆ แล้ว หมอกลับพบความจริงข้อหนึ่งว่า สมองของเด็กเล็กไม่ได้เติบโตได้ดีที่สุดจากหน้าจอหรือของเล่นราคาแพง แต่เติบโตผ่านการตอบสนองทางอารมณ์และการเล่นร่วมกับคนใกล้ชิดต่างหาก

ลูกไม่ได้ต้องการของเล่นราคาแพง แค่ต้องการเวลาที่คุณพ่อคุณแม่เล่นด้วยกัน

เวลาที่เราพูดถึงบทบาทของพ่อแม่ในการกระตุ้นพัฒนาการ สิ่งแรกที่หมอมักจะบอกเสมอคือ ไม่ต้องไปหาซื้ออะไรที่ซับซ้อนเลยครับ เด็กๆ ในช่วงวัยขวบปีแรกจนถึงก่อนเข้าอนุบาล เรียนรู้โลกผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าและการทำซ้ำๆ การที่แม่นั่งมองลูกหยิบบล็อกไม้ซ้อนกัน หรือการที่พ่อวิ่งเล่นจับจี้กับลูกแล้วหัวเราะเอิ้กอากด้วยกัน สิ่งเหล่านี้แหละคือปุ๋ยชั้นดีที่หล่อเลี้ยงสมองส่วนการเรียนรู้และอารมณ์

การพูดคุยและสบตา: อาหารสมองมื้อหลักที่ไม่อาจหาได้จากหน้าจอ

เคยสังเกตไหมครับว่า เวลาที่เราคุยกับลูก สมองของเด็กกำลังทำงานอย่างหนักหน่วงในการประมวลผลเสียง สีหน้า และท่าทาง การที่เราหันไปมองหน้าลูก ยิ้มตอบเวลาร้องไห้ หรือพูดย้อนในสิ่งที่ลูกพยายามจะสื่อสาร เป็นการสร้างวงจรประสาทในสมองที่เรียกว่า Serve and Return หรือการรับ-ส่งปฏิกิริยา ซึ่งถ้าเด็กขาดสิ่งนี้ สมองส่วนที่เกี่ยวกับการเข้าสังคมและการควบคุมอารมณ์จะพัฒนาได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น

ปล่อยให้ลูกเบื่อและล้มเหลวบ้าง คือวิธีสร้างความยืดหยุ่นให้จิตใจ

อีกหนึ่งเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่อาจเผลอทำโดยไม่รู้ตัวคือ การเข้าไปช่วยลูกทุกครั้งที่ลูกเริ่มทำหน้ายุ่งหรือทำของเล่นพัง เพราะความรักและไม่อยากเห็นลูกหงุดหงิด แต่ในความเป็นจริงแล้ว การปล่อยให้เด็กเผชิญกับความคับข้องใจเล็กๆ น้อยๆ เช่น ต่อเลโก้แล้วล้ม หรือหาของที่ซ่อนไว้ไม่เจอ แล้วให้เวลาเขาได้ลองแก้ปัญหาด้วยตัวเอง (โดยที่เราอยู่ใกล้ๆ คอยให้กำลังใจ) คือกระบวนการสร้างความอดทนทางจิตใจ หรือที่หมอชอบเรียกว่าความอึดถ่านของสมอง (Resilience)

กิจกรรมง่ายๆ ในบ้านที่ช่วยพัฒนาทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก

เราไม่ต้องพาออกไปข้างนอกทุกวันเพื่อให้ลูกพัฒนาการดี การให้ลูกได้ช่วยงานบ้านง่ายๆ เช่น ช่วยหยิบผ้าใส่ตะกร้า ช่วยเช็ดโต๊ะ หรือการให้เขาได้วิ่งเล่นในสนามหญ้า ขุดดิน ปั้นทราย ถือเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นกล้ามเนื้อและระบบประสาทการทรงตัวได้ดีเยี่ยม เด็กจะได้เรียนรู้เรื่องน้ำหนัก แรงโน้มถ่วง และความสัมพันธ์ระหว่างตากับมือผ่านการกระทำจริง ไม่ใช่แค่การมองเห็นผ่านภาพสองมิติ

สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลูกอาจต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากหมอพัฒนาการ

แม้ว่าการเลี้ยงดูด้วยความรักและความเข้าใจจะเป็นรากฐานที่ดีที่สุด แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ควรสังเกตหมุดหมายสำคัญตามวัย (Developmental Milestones) ด้วยเช่นกัน เช่น น้องอายุขวบครึ่งแล้วยังไม่ยอมพูดคำที่มีความหมาย ไม่สบตาเวลาเรียก หรือเรียกแล้วไม่หัน ถ้าเริ่มสังเกตเห็นความล่าช้าเหล่านี้ การพามาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เราสามารถหาแนวทางช่วยเหลือหรือกระตุ้นเพิ่มเติมได้อย่างตรงจุด ดีกว่าการรอให้โตแล้วค่อยมาแก้ปัญหาทีหลัง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down