"ปวดท้องแสบลิ้นปี่นิดหน่อย กินยาแก้ปวดเดี๋ยวก็หาย" ประโยคนี้หมอมักจะได้ยินคนไข้หลายคนพูดบ่อยๆ ก่อนที่อีกไม่กี่วันต่อมา จะถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินด้วยอาการปวดท้องรุนแรงจนทรมานนอนเกร็ง อาการปวดท้องที่ดูเหมือนโรคกระเพาะอาหารธรรมดา แท้จริงแล้วอาจซ่อนภัยเงียบที่เรียกว่า การเกิดแผลทะลุในทางเดินอาหาร เอาไว้ ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ภาวะทางเดินอาหารเป็นรูทะลุ เกิดขึ้นได้อย่างไร?
หากลองจินตนาการว่าระบบทางเดินอาหารตั้งแต่กระเพาะอาหารไปจนถึงลำไส้ใหญ่ คือท่อลำเลียงอาหารที่มีผนังแข็งแรง คอยทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมอาหาร พร้อมทั้งกักเก็บกรดและแบคทีเรียต่างๆ ไว้ภายใน การเกิดแผลทะลุในทางเดินอาหาร ก็คือภาวะที่ผนังท่อส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดเป็นรูรั่ว ส่งผลให้กรดในกระเพาะ น้ำย่อย เศษอาหาร หรือแบคทีเรีย รั่วไหลออกไปสู่ช่องท้อง
เมื่อสารเคมีและสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้หลุดเข้าไปในช่องท้อง จะก่อให้เกิดการอักเสบรุนแรงที่เรียกว่า เยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) และหากปล่อยทิ้งไว้ แบคทีเรียอาจแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด จนเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
เช็กลิสต์สาเหตุสำคัญ อะไรบ้างที่กัดกร่อนทางเดินอาหารจนเป็นแผลทะลุ?
แผลทะลุไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่มักมีปัจจัยสะสมที่ทำให้ผนังทางเดินอาหารอ่อนแอลงเรื่อยๆ ดังนี้
- การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นประจำ: ยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก หรือยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), นาพรอคเซน (Naproxen) รวมถึงยาแอสไพริน มีฤทธิ์ลดการสร้างยับยั้งเยื่อเมือกที่คอยปกป้องผนังกระเพาะอาหาร ทำให้กรดกัดกร่อนจนเกิดแผลและทะลุในที่สุด
- แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นเรื้อรัง: การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori (H. pylori) หรือภาวะกรดเกินในกระเพาะที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
- ภาวะลำไส้อักเสบหรือโป่งพอง: โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Crohn's Disease) หรือการอักเสบของถุงโป่งในลำไส้ใหญ่ (Diverticulitis) ทำให้ผนังลำไส้เปื่อยและแตกทะลุได้
- การกลืนสิ่งแปลกปลอม: เช่น ก้างปลาขนาดใหญ่ กระดูกไก่ หรือสิ่งของแข็งๆ ที่อาจไปทิ่มแทงผนังทางเดินอาหาร
- โรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร: ก้อนเนื้อร้ายที่เจริญเติบโตจนกัดกร่อนลึกลงไปในชั้นผนังลำไส้หรือกระเพาะอาหาร
สัญญาณเตือนวิกฤต! อาการปวดท้องแบบไหนที่ต้องรีบไปห้องฉุกเฉินทันที?
อาการของการเกิดแผลทะลุในทางเดินอาหารมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง โดยจุดสังเกตสำคัญที่ควรรู้ มีดังนี้
- ปวดท้องเฉียบพลันและรุนแรงมาก: มักเริ่มปวดที่บริเวณลิ้นปี่หรือท้องส่วนบน แล้วกระจายไปทั่วท้อง รู้สึกปวดเหมือนมีอะไรมาทิ่มแทง
- หน้าท้องแข็งเกร็ง: เมื่อลองใช้มือกดเบาๆ ที่หน้าท้อง จะรู้สึกว่าท้องแข็งเกร็งเหมือนแผ่นไม้ (Board-like rigidity) เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าท้องหดเกร็งเพื่อปกป้องอาการอักเสบภายใน
- อาการขยับตัวแล้วปวดเพิ่มขึ้น: แค่การหายใจแรงๆ การไอ หรือการไอระเหยเบาๆ ก็ทำให้ปวดท้องทรมานขึ้น
- มีไข้สูง หนาวสั่น: ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน
- สัญญาณภาวะช็อก: เวียนศีรษะ ใจสั่น หน้ามืด เหงื่อออกตัวเย็น เนื่องจากความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงมือหมอ การตรวจวินิจฉัยและรักษาต้องทำอย่างไรบ้าง?
เมื่อคนไข้มาถึงโรงพยาบาลด้วยสงสัยภาวะการเกิดแผลทะลุในทางเดินอาหาร แพทย์จะรีบประเมินอาการและตรวจวินิจฉัยอย่างเร่งด่วน โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้
การตรวจวินิจฉัย
หมอจะทำการเอกซเรย์ท่าตั้ง (Chest X-ray / Abdominal X-ray) เพื่อหารั่วของลมในช่องท้อง หากผนังทางเดินอาหารทะลุ ลมจะรั่วออกมาสะสมอยู่ใต้กะบังลม ในบางรายอาจจำเป็นต้องส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อหาตำแหน่งของแผลทะลุให้แม่นยำยิ่งขึ้น
วิธีรักษา
ภาวะนี้จัดเป็นภาวะฉุกเฉินที่ส่วนใหญ่ต้องการ การผ่าตัดด่วน เพื่อเข้าไปเย็บปิดรูทะลุ ทำความสะอาดล้างช่องท้องที่เปรอะเปื้อนเศษอาหารหรือมูกหนอง และให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำเพื่อควบคุมการติดเชื้อ ร่วมกับการให้สารน้ำและเกลือแร่เพื่อปรับความดันโลหิตให้คงที่
วิธีป้องกันและดูแลระบบทางเดินอาหารให้แข็งแรง ไม่เสี่ยงแผลทะลุ
แม้ว่าการเกิดแผลทะลุในทางเดินอาหารจะดูน่ากลัว แต่เราสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
- หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดทานเองเรื้อรัง: หากมีอาการปวดข้อหรือปวดกล้ามเนื้อ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ ไม่ควรทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่มีแพทย์ดูแล
- รักษาโรคกระเพาะอาหารให้หายขาด: หากมีอาการแสบร้อนลิ้นปี่ จุกแน่นท้องหลังอาหาร ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อ H. pylori และทานยาให้ครบตามแพทย์สั่ง
- งดสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์: บุหรี่และแอลกอฮอล์มีผลโดยตรงในการทำลายเยื่อบุทางเดินอาหารและชะลอการฟื้นตัวของแผล
- เคี้ยวอาหารให้ละเอียด: ระมัดระวังสิ่งแปลกปลอมในอาหาร เช่น ก้างปลา หรือกระดูกชิ้นเล็กๆ
การใส่ใจสังเกตความผิดปกติของร่างกายตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากมีอาการปวดท้องรุนแรงผิดปกติ อย่าลืมว่าการพบแพทย์เร็วคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการรักษาชีวิตให้ปลอดภัย