หมอเคยตรวจคนไข้ผู้หญิงคนหนึ่งที่เข้ามาตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานตามปกติ เธอไม่มีอาการปวดท้อง ไม่มีตกขาวผิดปกติ และร่างกายแข็งแรงดีทุกอย่าง แต่ผลตรวจคัดกรองกลับพบว่าเธอติดเชื้อหนองใน เรื่องนี้สร้างความตกใจให้เธอมาก เพราะที่ผ่านมาเธอไม่เคยมีอาการผิดปกติใดๆ ที่บ่งบอกถึงโรคนี้เลย
นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นบ่อยมากในห้องตรวจของหมอ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะต้องมีอาการแสดงชัดเจน เช่น ตกขาวเป็นหนองหรือปวดแสบเวลาปัสสาวะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การติดเชื้อหนองในประเภทไม่แสดง อาการในผู้หญิงเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยอย่างน่ากลัว และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องทำความเข้าใจกับภัยเงียบนี้อย่างจริงจัง
ทำไมเชื้อหนองในถึงชอบซ่อนตัวในร่างกายผู้หญิงโดยไม่แสดงอาการ?
ในผู้ชาย เชื้อหนองในมักจะทำให้เกิดท่อปัสสาวะอักเสบ ซึ่งจะส่งผลให้มีอาการแสบขัดหรือมีหนองไหลออกมาอย่างชัดเจนจนต้องรีบมาพบแพทย์ แต่โครงสร้างร่างกายของผู้หญิงแตกต่างออกไป จุดที่เชื้อหนองในชอบเข้าไปเกาะและเจริญเติบโตคือบริเวณปากมดลูก ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดมากนัก
นอกจากนี้ ตกขาวที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการติดเชื้อ มักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นตกขาวปกติในช่วงรอบเดือน ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมีเชื้อซ่อนอยู่ สถิติทางการแพทย์พบว่าผู้หญิงที่ติดเชื้อหนองในสูงถึงร้อยละ 70-80 แทบไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แสดงออกมาเลยในช่วงแรก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่ถึงแพร่กระจายเชื้อไปสู่คู่โดยไม่ได้ตั้งใจ
สัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้หญิงเรามักมองข้าม
แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นการติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการเด่นชัด แต่ในบางรายร่างกายอาจจะส่งสัญญาณเตือนเบาๆ ออกมาบ้าง ซึ่งหากเราสังเกตตัวเองอย่างละเอียด อาจพบสัญญาณเหล่านี้
- ตกขาวเปลี่ยนไปเล็กน้อย: อาจมีปริมาณมากขึ้น หรือเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองอ่อนหรือเขียวเจือจาง โดยที่ไม่มีอาการคัน
- มีเลือดออกกระปริดกระปรอย: มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อยระหว่างรอบเดือน หรือมีเลือดออกง่ายขึ้นหลังการมีเพศสัมพันธ์
- รู้สึกหน่วงท้องน้อยเบาๆ: อาจรู้สึกตึงหรือหน่วงบริเวณท้องน้อยคล้ายอาการก่อนมีประจำเดือน แต่เกิดขึ้นในเวลาปกติ
- ปัสสาวะขัดเล็กน้อย: มีอาการแสบขัดบริเวณท่อปัสสาวะตอนเริ่มปัสสาวะ แต่อาการไม่รุนแรงจนคิดว่าเป็นเพียงเพราะดื่มน้ำน้อย
อันตรายจากการปล่อยทิ้งไว้เมื่อเชื้อทำร้ายร่างกายเงียบๆ
การปล่อยให้ การติดเชื้อหนองในประเภทไม่แสดง อาการดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการรักษา ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้ไฟค่อยๆ คุกรุ่นอยู่ใต้พรม แม้จะไม่มีอาการปวดในระยะแรก แต่เชื้อแบคทีเรียจะค่อยๆ ลุกลามขึ้นไปจากปากมดลูก เข้าสู่โพรงมดลูก ท่อนำไข่ และเข้าไปยังช่องท้อง
ผลกระทบร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นตามมา ได้แก่
- โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ: ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง มีพังผืดในช่องท้อง และมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังที่รักษาได้ยาก
- ภาวะมีบุตรยาก: เชื้อที่ลุกลามจะทำให้ท่อนำไข่อักเสบและเกิดการอุดตัน ส่งผลให้ไข่ไม่สามารถเดินทางมาผสมกับอสุจิได้
- เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูก: หากท่อนำไข่ตีบตันบางส่วน ไข่ที่ปฏิสนธิแล้วอาจฝังตัวที่ท่อนำไข่แทนที่จะเป็นมดลูก ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตของมารดา
เราจะตรวจเจอได้อย่างไรในเมื่อไม่มีอาการอะไรเลย?
วิธีเดียวที่จะรู้ได้ว่ามีการติดเชื้อซ่อนอยู่หรือไม่คือการตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการ หมอขอแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการก่อนถึงจะเดินมาตรวจ โดยเฉพาะหากมีพฤติกรรมเสี่ยง หรือเปลี่ยนคู่นอนใหม่
เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันช่วยให้การตรวจหาเชื้อทำได้ง่ายและแม่นยำมาก โดยการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ หรือที่เรียกว่าวิธี PCR ซึ่งทำได้จากการเก็บตัวอย่างจากปากมดลูก การป้ายช่องคลอด หรือแม้กระทั่งการตรวจจากปัสสาวะ การตรวจวิธีนี้มีความไวสูงมาก แม้มีเชื้ออยู่เพียงเล็กน้อยก็สามารถตรวจพบได้ทันที
วิธีรักษาเมื่อตรวจพบเชื้อ
หากตรวจพบการติดเชื้อ ขอให้อย่าเพิ่งตื่นตระหนก เพราะโรคหนองในสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือ
- ต้องรักษาให้ครบถ้วน: ยาปฏิชีวนะที่แพทย์จ่ายให้อาจเป็นยาทานร่วมกับการฉีดยา ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและไม่ควรซื้อยามาทานเอง เนื่องจากปัจจุบันมีปัญหาเชื้อหนองในดื้อยาค่อนข้างสูง
- ต้องรักษาคู่ร่วมด้วย: หากคนไข้รักษาหายแล้ว แต่คู่รักไม่ได้ตรวจและรักษา ย่อมมีโอกาสสูงมากที่จะติดเชื้อซ้ำกลับมาอีกรอบ
- งดการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างรักษา: ควรงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าทั้งสองฝ่ายจะรับการรักษาจนครบถ้วนและผลตรวจยืนยันว่าไม่มีเชื้อแล้ว
การดูแลสุขภาพทางเพศไม่ใช่เรื่องน่าอาย การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอคือการแสดงความรับผิดชอบต่อตัวเองและคนที่เรารัก หากเคยมีประวัติเสี่ยงหรือกำลังวางแผนครอบครัว การจูงมือกันมาตรวจคัดกรองคือทางออกที่ดีที่สุดในการป้องกันภัยเงียบที่อาจทำลายอนาคตโดยไม่รู้ตัว