หลายคนที่นั่งทำงานออฟฟิศ หรือต้องใช้ข้อมือและแขนทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมงต่อวัน อาจเคยเจอสถานการณ์ที่อยู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาบริเวณข้อศอกด้านนอก บางครั้งแค่จะบิดลูกบิดประตู ยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม หรือแม้แต่ตอนเอื้อมมือไปจับเมาส์พิมพ์งานก็กลายเป็นเรื่องทรมานอย่างไม่น่าเชื่อ อาการเจ็บปวดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และไม่ใช่แค่ความเมื่อยล้าธรรมดาจากการทำงานหนัก แต่เป็นสัญญาณเตือนที่กำลังบอกว่าร่างกายกำลังเผชิญกับภาวะเอ็นข้อศอกด้านนอกอักเสบจากการทำงาน
ทำความเข้าใจกับภาวะเอ็นข้อศอกด้านนอกอักเสบจากการทำงาน
อาการเจ็บข้อศอกด้านนอก หรือที่ในทางการแพทย์มักถูกเรียกว่า Tennis Elbow ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับนักกีฬาเทนนิสเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนไข้ส่วนใหญ่ที่หมอเจอในคลินิกมักเป็นกลุ่มคนวัยทำงานออฟฟิศ ช่างซ่อมบำรุง พ่อครัว หรือแม้แต่แม่บ้านที่ต้องทำงานบ้านเป็นประจำ
อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ บริเวณข้อศอกด้านนอกจะมีปุ่มกระดูกที่เป็นจุดเกาะของเส้นเอ็นกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่กระดกข้อมือและเหยียดนิ้วมือ เมื่อเราทำงานที่ต้องเกร็งข้อมือซ้ำๆ หรือออกแรงบิดข้อมือติดต่อกันเป็นเวลานาน เส้นเอ็นเล็กๆ บริเวณนี้จะเกิดแรงตึงรั้งและเกิดการฉีกขาดขนาดเล็กระดับไมโครซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อร่างกายซ่อมแซมไม่ทันจึงทำให้เกิดอาการ เอ็นข้อศอกด้านนอกอักเสบจากการทำงาน ขึ้นมา ส่งผลให้ทุกครั้งที่เราขยับข้อมือหรือนิ้วมือ จะมีแรงส่งผ่านไปดึงรั้งตรงจุดเกาะที่กำลังอักเสบอยู่จนเกิดอาการเจ็บจี๊ดขึ้นมานั่นเอง
สังเกตตัวเองสักนิด: อาการแบบไหนที่ฟ้องว่าเส้นเอ็นศอกเริ่มมีปัญหา
อาการของโรคนี้มักไม่ได้เกิดขึ้นแบบเฉียบพลันทันที แต่จะค่อยๆ สะสมความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยจุดสังเกตหลักๆ มีดังนี้
- เจ็บเสียวหรือปวดตื้อบริเวณปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอก และบางครั้งอาจมีอาการปวดร้าวลงไปถึงบริเวณลำแขนหรือข้อมือร่วมด้วย
- เจ็บมากขึ้นเมื่อใช้งานข้อมือในท่าเฉพาะ เช่น ท่าบิดผ้า ท่าไขควง การบิดลูกบิดประตู การยกของหนัก หรือแม้แต่การหิ้วถุงพลาสติก
- มีอาการมืออ่อนแรง รู้สึกว่ากำมือได้ไม่แน่นเหมือนเดิม หยิบจับข้าวของแล้วหลุดมือได้ง่าย เช่น การจับแก้วน้ำแล้วรู้สึกเสียวข้อศอกจนต้องรีบวาง
พฤติกรรมการทำงานยอดฮิตที่ทำร้ายข้อศอกโดยไม่รู้ตัว
สาเหตุหลักของอาการเอ็นข้อศอกด้านนอกอักเสบจากการทำงาน มักมาจากพฤติกรรมการทำงานในชีวิตประจำวันของเราเอง ซึ่งบางครั้งเราอาจละเลยไป เช่น
- การนั่งทำงานออฟฟิศในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง: การตั้งความสูงของเก้าอี้และโต๊ะทำงานไม่สมดุลกัน ทำให้เวลาพิมพ์งานหรือใช้เมาส์ ข้อมือต้องกระดกขึ้นตลอดเวลา เส้นเอ็นที่ข้อศอกจึงต้องเกร็งตัวอยู่ตลอดทั้งวัน
- การทำงานที่ต้องใช้แรงบิดซ้ำๆ: เช่น ช่างที่ต้องขันน็อต พนักงานต้อนรับที่ต้องเปิด-ปิดประตูหนักๆ หรือแม่ครัวที่ต้องใช้ตะหลิวผัดอาหารกระทะใหญ่ๆ เป็นเวลานาน
- การยกของหนักผิดท่า: การใช้นิ้วมือและข้อมือออกแรงหิ้วของหนักโดยตรงแทนที่จะใช้แรงจากกล้ามเนื้อต้นแขนและข้อศอก
วิธีปฐมพยาบาลและดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อเริ่มมีอาการเจ็บ
หากเพิ่งเริ่มมีอาการเจ็บข้อศอกใหม่ๆ อย่าเพิ่งตกใจไป การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดโอกาสที่อาการจะลุกลามจนกลายเป็นอาการเรื้อรังได้ ดังนี้
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานแขนและข้อมือ
หัวใจสำคัญที่สุดคือการพักการใช้งานกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นมัดที่มีปัญหา หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดอาการเจ็บทันที เช่น หากต้องพิมพ์งาน ควรปรับระดับคีย์บอร์ดและเมาส์ให้อยู่ในระดับที่ข้อมือวางราบขนานไปกับพื้นโต๊ะ ไม่กระดกข้อมือลอยขึ้นมาขณะทำงาน
การใช้ประคบเย็นและประคบร้อนอย่างถูกวิธี
ในระยะแรกที่มีอาการเจ็บเฉียบพลันหรือมีอาการบวมแดงร่วมด้วย (ช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก) แนะนำให้ใช้การประคบเย็นเพื่อช่วยลดการอักเสบและลดบวม โดยประคบครั้งละ 15-20 นาที วันละ 3-4 ครั้ง แต่หากพ้นระยะเฉียบพลันไปแล้วและรู้สึกเป็นอาการปวดตึงกล้ามเนื้อตื้อๆ การประคบอุ่นจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและช่วยคลายกล้ามเนื้อรอบข้อศอกได้ดีขึ้น
การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแขนอย่างเบามือ
การยืดกล้ามเนื้อกลุ่มกระดกข้อมือจะช่วยลดแรงตึงที่ส่งไปถึงเส้นเอ็นข้อศอกได้ ทำได้โดยเหยียดแขนข้างที่ปวดไปข้างหน้าให้สุด คว่ำมือลง แล้วใช้มืออีกข้างช่วยกดข้อมือลงต่ำจนรู้สึกตึงที่แขนท่อนบนและข้อศอกด้านนอก ยืดค้างไว้ 15-30 วินาที ทำซ้ำ 3-5 ครั้งต่อรอบ โดยระวังอย่าให้ออกแรงกดแรงเกินไปจนรู้สึกเจ็บแปลบ
เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา
หากปรับพฤติกรรมและดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่อาการเจ็บปวดบริเวณข้อศอกยังไม่ดีขึ้น หรือรู้สึกว่าอาการรุนแรงขึ้นจนรบกวนการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป แนะนำให้เข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอาการอย่างละเอียด
ปัจจุบันแนวทางการรักษาทางการแพทย์สำหรับอาการเอ็นข้อศอกด้านนอกอักเสบจากการทำงานมีหลากหลายวิธีเพื่อช่วยให้คนไข้กลับไปใช้ชีวิตได้ปกติเร็วที่สุด ตั้งแต่การรับประทานยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ การใส่อุปกรณ์พยุงข้อศอกเพื่อลดแรงดึงรั้งของเส้นเอ็น การทำกายภาพบำบัดด้วยเครื่องมือทันสมัย เช่น คลื่นกระแทกสะท้อน (Shockwave Therapy) ซึ่งช่วยกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมตัวเองของเส้นเอ็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการฉีดพลาสมาเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) เพื่อเร่งการฟื้นฟูในรายที่มีอาการเรื้อรัง
ร่างกายของเราส่งสัญญาณเตือนเสมอเมื่อใช้งานเขาหนักเกินไป การใส่ใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานตั้งแต่วันนี้ จะช่วยรักษาข้อศอกคู่สำคัญให้อยู่ใช้งานกับเราไปได้อีกนานแสนนาน