หลายครั้งที่เรามักจะได้ยินผู้ใหญ่บ่นว่าเด็กสมัยนี้อดทนน้อยจัง นิดหน่อยก็บ่นว่าเครียด หรือคิดว่าอารมณ์ดิ่งๆ ของวัยรุ่นเป็นแค่เรื่องฮอร์โมนพลุ่งพล่าน เดี๋ยวโตขึ้นก็หายไปเอง ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้กลุ่มนี้มานาน อยากบอกว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องงอแงตามวัยเสมอไปครับ บางครั้งความเงียบขรึม การเก็บตัว หรือความหงุดหงิดฉุนเฉียวที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือจากเด็กที่กำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้าอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว
วัยรุ่นกับความเศร้า หน้าตาของโรคนี้ไม่ได้มีแค่การนั่งร้องไห้
เวลาเราพูดถึงโรคซึมเศร้า ผู้ใหญ่มักจะนึกภาพคนนั่งกอดเข่าร้องไห้ไม่ออกไปไหน แต่สำหรับเด็กและวัยรุ่น อาการของเขาจะแสดงออกต่างจากผู้ใหญ่ค่อนข้างมาก บ่อยครั้งที่โรคนี้ไม่ได้มาในรูปของความเศร้า แต่มาในคราบของความหงุดหงิด โมโหร้าย หรือหงุดหงิดง่ายกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ชนิดที่แตะต้องไม่ได้เลย
สัญญาณเตือนภัยใกล้ตัวที่พ่อแม่มักมองข้าม
เด็กบางคนอาจไม่ได้บอกตรงๆ ว่าหนูเศร้า แต่ร่างกายและพฤติกรรมของเขาจะฟ้องออกมาเอง ลองสังเกตุดูว่าลูกหลานของเรามีอาการเหล่านี้ติดต่อกันเกินสองสัปดาห์หรือไม่
- เก็บตัวเงียบไม่ยอมคุยกับใคร: จากที่เคยเล่าเรื่องโรงเรียนให้ฟัง กลับเข้าห้องปิดประตูเงียบ ไม่ยอมกินข้าวพร้อมหน้าครอบครัว
- เกรดตกลงฮวบฮาบ: สมาธิในการเรียนหายไป การบ้านไม่ทำ สมองตื้อคิดอะไรไม่ออก
- พฤติกรรมการกินและนอนเปลี่ยนไป: นอนไม่หลับตอนกลางคืน ตื่นเช้ามาเพลีย หรือบางคนนอนตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง กินจุขึ้นผิดปกติหรือไม่อยากแตะอะไรเลย
- บ่นปวดนู่นปวดนี่ไม่หาย: ปวดหัว ปวดท้องบ่อยๆ ไปหาหมอตรวจไม่เจอโรคทางกาย แต่เป็นอาการทางใจที่แสดงออกทางร่างกาย
- พูดจาบั่นทอนตัวเอง: เริ่มพูดทำนองว่าฉันมันแย่ ไม่มีใครรัก หรือถ้าฉันหายไปคงไม่มีใครเสียใจ
ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงเป็นโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น?
โลกที่เด็กๆ เติบโตขึ้นมาทุกวันนี้มันกดดันกว่ายุคเราเยอะครับ ปัจจัยหลักไม่ได้มาจากเรื่องในบ้านอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องรอบตัวที่ถาโถมเข้ามา
แรงกดดันจากโลกออนไลน์และสังคมรอบข้าง
สมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดียทำให้เด็กต้องเห็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบของคนอื่นตลอดเวลา เกิดการเปรียบเทียบ กลัวการตกกระแส หรือแม้กระทั่งการถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ที่รุนแรงและเข้าถึงตัวได้ตลอดเวลาโดยไม่มีทางหนีพ้น ประกอบกับความคาดหวังเรื่องการเรียนและการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่สูงลิ่ว ทำให้เด็กหลายคนรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยดีพอ
เมื่อลูกเป็นโรคซึมเศร้า คนในครอบครัวควรรับมืออย่างไรดี?
หัวใจสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนวิธีคิดและการรับฟัง ลูกไม่ได้ต้องการคำสั่งสอนหรือคำตำหนิว่าทำไมถึงอ่อนแอขนาดนี้ แต่เขากำลังต้องการพื้นที่ปลอดภัยที่ไม่มีการตัดสิน
วิธีพูดคุยและสร้างความเข้าใจในบ้าน
- ฟังให้มากกว่าพูด: เวลาลูกพูดระบายความรู้สึก ห้ามรีบตัดสิน ห้ามพูดว่าแค่นี้ก็ทนไม่ได้ ให้ตั้งใจฟังและยอมรับความรู้สึกของเขาก่อน เช่น พ่อแม่เข้าใจนะว่าลูกกำลังเหนื่อยมากจริงๆ
- หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบ: คำพูดเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นหรือเปรียบเทียบกับสมัยพ่อแม่เด็ก ยิ่งผลักให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น
- ชวนทำกิจกรรมผ่อนคลายเบาๆ: ไม่ต้องไปบังคับให้เขาออกไปเจอผู้คนมากๆ แค่ชวนไปเดินเล่นหน้าบ้าน หรือทำอาหารด้วยกันเงียบๆ ก็ช่วยได้
เมื่อไหร่ที่ควรพาไปพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น?
หลายครอบครัวยังมีความกลัวการไปหาจิตแพทย์ กลัวลูกมีประวัติ หรือกลัวคนอื่นมองว่าบ้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคซึมเศร้าก็เหมือนโรคเบาหวานหรือความดัน เป็นความผิดปกติของสารเคมีในสมองที่รักษาได้ การพามาหาหมอเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่น้องจะกลับมาสดใสและมีความสุขก็ยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น
สัญญาณเร่งด่วนที่รอไม่ได้
หากเด็กเริ่มพูดถึงการอยากตาย มีร่องรอยการทำร้ายตัวเอง เช่น กรีดแขน หรือพยายามทำร้ายตัวเอง นี่คือสัญญาณเตือนภัยสีแดงเข้มที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดสัปดาห์
ความรักและความเข้าใจจากคนในครอบครัวคือยาวิเศษที่ดีที่สุด แต่บางครั้งพลังงานของเด็กที่ป่วยมันหมดเกลี้ยงจนสร้างขึ้นมาเองไม่ได้ การพาไปหาหมอเพื่อให้ได้รับคำปรึกษาและการรักษาที่ถูกต้อง จึงเป็นการโอบกอดลูกที่รักด้วยวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลที่สุดครับ