หลายคนที่กำลังรอลุ้นว่าตัวเองกำลังจะมีลูกหรือไม่ มักจะเกิดความกังวลและอยากรู้ผลให้เร็วที่สุด บางคนซื้อชุดตรวจปัสสาวะมาตรวจแล้วขึ้นขีดเดียว แต่ใจยังรู้สึกว่าร่างกายมีความผิดปกติเกิดขึ้น หรือบางคนที่ผ่านกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว การฉีดเชื้อ (IUI) มา ก็ยิ่งเฝ้ารอนับวันอย่างจดจ่อ การตรวจเลือดหาการตั้งครรภ์จึงเป็นทางเลือกที่ให้ผลแม่นยำที่สุด แต่คำถามสำคัญที่หมอมักจะถูกถามบ่อยๆ ในห้องตรวจก็คือ ควรจะเดินเข้ามาเจาะเลือดเมื่อไหร่ ผลถึงจะชัวร์ที่สุดโดยไม่ต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
ทำไมการตรวจเลือดถึงรู้ผลการตั้งครรภ์ได้เร็วกว่าการตรวจปัสสาวะ?
กลไกการตรวจการตั้งครรภ์ทั้งทางเลือดและปัสสาวะ อาศัยการตรวจหาฮอร์โมนชนิดเดียวกัน นั่นคือ beta-hCG (Human Chorionic Gonadotropin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างมาจากเซลล์รก โดยจะเริ่มสร้างหลังจากที่ไข่ผสมกับอสุจิแล้วเคลื่อนตัวไปฝังตัวที่ผนังมดลูกสำเร็จ
ความแตกต่างสำคัญคือ ฮอร์โมนนี้จะถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงค่อยถูกขับออกมาทางปัสสาวะ การตรวจเลือดเป็นการวัดระดับฮอร์โมน beta-hCG โดยตรงจากกระแสเลือด (Quantitative hCG test) ซึ่งมีความไวสูงมาก แม้มีฮอร์โมนเพียงนิดเดียวประมาณ 5 mIU/mL ก็สามารถตรวจพบได้แล้ว ในขณะที่ชุดตรวจปัสสาวะทั่วไปมักต้องการระดับฮอร์โมนสูงถึง 25-50 mIU/mL ขึ้นไป จึงจะแสดงผล 2 ขีดอย่างชัดเจน
ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจเลือดหาการตั้งครรภ์ ควรนับอย่างไร?
การเจาะเลือดตรวจหาการตั้งครรภ์ไม่ได้จำเป็นต้องรอให้ประจำเดือนขาดเป็นสัปดาห์เหมือนการตรวจปัสสาวะ แต่ก็ไม่สามารถตรวจได้ทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์เพียงไม่กี่วัน เพราะร่างกายต้องใช้เวลาในการปฏิสนธิและฝังตัว
กรณีนับจากวันที่มีเพศสัมพันธ์หรือวันตกไข่
หลังจากอสุจิผสมกับไข่แล้ว ตัวอ่อนจะใช้เวลาเดินทางและฝังตัวที่ผนังมดลูกประมาณ 6-8 วัน เมื่อฝังตัวเสร็จ ร่างกายถึงจะเริ่มสร้างฮอร์โมน beta-hCG ดังนั้น ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจเลือดหาการตั้งครรภ์ คือประมาณ 8-11 วันหลังวันตกไข่หรือวันที่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับฮอร์โมนในเลือดเริ่มสูงพอที่จะตรวจเจอได้
กรณีผู้ที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ
หากจำวันตกไข่ไม่ได้ แต่มีรอบเดือนตรงตลอด สามารถเดินมาตรวจเลือดได้ตั้งแต่ 1-2 วันก่อนวันที่ประจำเดือนควรรอบถัดไปจะมา หรือหากประจำเดือนขาดไปเพียง 1 วัน การตรวจเลือดในวันนั้นก็ให้ผลแม่นยำเกือบ 100% แล้ว
กรณีผู้ที่เข้ารับการรักษาผู้มีบุตรยาก (IUI หรือ IVF)
สำหรับผู้ที่ทำ IUI หรือย้ายตัวอ่อน (IVF/ICSI) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะนัดตรวจเลือดตามตารางที่ชัดเจน โดยทั่วไปมักจะเป็นช่วง 10-14 วันหลังทำการฉีดเชื้อ หรือประมาณ 9-11 วันหลังย้ายตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (Day 5) ไม่แนะนำให้รีบตรวจก่อนกำหนดเพราะยาเร่งไข่ตกบางชนิดอาจมีส่วนผสมของฮอร์โมน hCG ทำให้เกิดผลบวกปลอมได้
อ่านผลตรวจเลือด beta-hCG อย่างไรให้เข้าใจง่าย
เมื่อเจาะเลือดไปแล้ว ผลที่ได้จะออกมาเป็นตัวเลขหน่วย mIU/mL ซึ่งแปลผลได้ดังนี้
- ค่าน้อยกว่า 5 mIU/mL: ให้ผลลบ หมายถึง ไม่พบการตั้งครรภ์
- ค่าระหว่าง 5 - 25 mIU/mL: ผลก้ำกึ่ง ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน อาจเป็นการตั้งครรภ์ระยะเริ่มต้นมาก หมอมักจะนัดมาเจาะเลือดซ้ำอีกครั้งในอีก 48 ชั่วโมง
- ค่ามากกว่า 25 mIU/mL ขึ้นไป: ให้ผลบวก ยืนยันว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวเลขตั้งต้นคือ การเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมน ในการตั้งครรภ์ที่ปกติ ฮอร์โมน beta-hCG จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว (Doubling time) ทุกๆ 48-72 ชั่วโมง ดังนั้นในบางกรณี หมออาจนัดเจาะเลือดครั้งที่สองเพื่อดูว่าตัวเลขอัตราการเติบโตของฮอร์โมนพุ่งขึ้นตามเกณฑ์ปกติหรือไม่
ตรวจเลือดเร็วเกินไป ผลลบปลอมเกิดขึ้นได้อย่างไร?
แม้การตรวจเลือดจะมีความแม่นยำสูงมาก แต่ถ้าหากไปตรวจเร็วเกินไป เช่น เจาะเลือดหลังมีเพศสัมพันธ์เพียง 3-4 วัน ผลลัพธ์ที่ได้มักออกมาเป็นลบ ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจเกิดการปฏิสนธิขึ้นแล้ว เหตุผลเพราะตัวอ่อนยังไม่ได้ฝังตัวลงบนผนังมดลูก ร่างกายจึงยังไม่ได้เริ่มผลิตฮอร์โมน hCG ออกมาในกระแสเลือด
อีกกรณีหนึ่งคือคนที่รอบเดือนไม่สม่ำเสมอ วันตกไข่อาจเลื่อนออกไปช้ากว่าปกติ ทำให้การนับวันผิดพลาด คิดว่าถึงเวลาตรวจแล้วแต่จริงๆ ตัวอ่อนเพิ่งจะฝังตัว ดังนั้น หากตรวจเลือดแล้วได้ผลลบ แต่ประจำเดือนก็ยังไม่มา และยังมีอาการสงสัยว่าอาจตั้งครรภ์ หมอแนะนำให้เว้นระยะเวลาแล้วรอตรวจเลือดซ้ำอีกครั้งในอีก 3-5 วันถัดไป
เมื่อรู้ผลตรวจเลือดว่าตั้งครรภ์แล้ว ขั้นตอนต่อไปที่ควรทำคืออะไร?
เมื่อผลเลือดยืนยันว่าตั้งครรภ์เรียบร้อยแล้ว ก้าวต่อไปคือการวางแผนดูแลสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์
- เข้าพบแพทย์เพื่อวางแผนฝากครรภ์: คุณหมอจะนำค่าเลือดมาประเมินอายุครรภ์เบื้องต้น พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการรับประทานวิตามินบำรุง เช่น กรดโฟลิก (Folic acid)
- นัดหมายการทำอัลตราซาวด์: การตรวจเลือดบอกได้ว่ามีการตั้งครรภ์ แต่ยังไม่สามารถบอกตำแหน่งการฝังตัวได้ คุณหมอมักจะนัดทำอัลตราซาวด์ช่วงอายุครรภ์ประมาณ 5-6 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อยืนยันว่าตัวอ่อนฝังตัวในโพรงมดลูกอย่างถูกต้อง ไม่ใช่การตั้งครรภ์นอกมดลูก และตรวจดูหัวใจของลูกน้อย
- สังเกตอาการผิดปกติ: หากมีอาการปวดเกร็งท้องน้อยอย่างรุนแรง หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอวันนัด
การตรวจเลือดหาการตั้งครรภ์เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ช่วยลดความคลางแคลงใจได้ดีที่สุด การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่รีบร้อนจนเกินไป จะช่วยให้ได้รับผลลัพธ์ที่ถูกต้อง แม่นยำ และช่วยให้คลายความกังวลใจ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นคุณแม่อย่างมั่นใจ