ความกังวลและการรอคอยผลการตั้งครรภ์ เป็นช่วงเวลาที่สร้างความตื่นเต้นและกดดันให้ผู้หญิงหลายคน หลายครั้งที่เริ่มสังเกตเห็นอาการแปลกๆ ของร่างกาย เช่น รู้สึกคัดเต้านม อ่อนเพลีย หรือประจำเดือนมาช้ากว่าปกติไปเพียงไม่กี่วัน ความรู้สึกอยากรู้ผลให้เร็วที่สุดจึงเกิดขึ้น คำถามยอดฮิตที่หมอมักจะได้รับในคลินิกอยู่เสมอคือ เพิ่งมีเพศสัมพันธ์ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ตรวจเลือดได้เลยไหม หรือถ้าตรวจปัสสาวะแล้วขึ้นขีดเดียว หากเปลี่ยนมาเจาะเลือดจะพบการตั้งครรภ์หรือไม่
ฮอร์โมน hCG ตัวชี้วัดการตั้งครรภ์ ทำงานอย่างไรในร่างกาย?
ก่อนจะเข้าใจเรื่องระยะเวลา ต้องเข้าใจกลไกตามธรรมชาติก่อน หลังจากไข่ผสมกับอสุจิตรงบริเวณท่อนำไข่ ตัวอ่อนที่ได้รับการปฏิสนธิจะค่อยๆ เดินทางมาฝังตัวที่ผนังมดลูก ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 12 วันหลังวันตกไข่ เมื่อตัวอ่อนฝังตัวสำเร็จ เซลล์รกที่กำลังพัฒนาจะเริ่มสร้างฮอร์โมนที่ชื่อว่า hCG (Human Chorionic Gonadotropin) ทันที
ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ปริมาณฮอร์โมน hCG ในร่างกายจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจะเพิ่มปริมาณขึ้นเป็นสองเท่าในทุกๆ 48 ถึง 72 ชั่วโมง ฮอร์โมนตัวนี้เองที่เป็นหัวใจสำคัญในการตรวจหาการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะตรวจผ่านทางปัสสาวะหรือการเจาะเลือด
ทำไมตรวจเลือดถึงรู้ผลตั้งครรภ์ได้เร็วกว่าการตรวจปัสสาวะ?
หลายคนสงสัยว่าทำไมหมอถึงแนะนำให้ตรวจเลือด เมื่อต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและแม่นยำ เหตุผลคือฮอร์โมน hCG จะถูกหลั่งเข้าสู่กระแสเลือดเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นเมื่อมีปริมาณสูงสะสมในเลือดมากพอ ร่างกายจึงจะกรองและขับออกทางปัสสาวะ
ชุดตรวจครรภ์ทางปัสสาวะทั่วไปจะเริ่มตรวจพบเมื่อระดับฮอร์โมนสูงเกิน 20 ถึง 50 mIU/mL แต่การตรวจเลือดสามารถตรวจจับฮอร์โมนในระดับที่ต่ำมาก เพียง 2 ถึง 5 mIU/mL ก็สามารถตรวจพบได้แล้ว จึงทำให้การตรวจเลือดสามารถบอกผลได้เร็วกว่าการตรวจปัสสาวะราวๆ 3 ถึง 5 วัน
กี่วันหลังมีเพศสัมพันธ์ ถึงจะเริ่มตรวจเลือดหาการตั้งครรภ์ได้?
หากถามถึงระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจเลือดหาการตั้งครรภ์ เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำและไม่ต้องเสียเวลาตรวจซ้ำ หมอขอแบ่งช่วงเวลาออกเป็น 3 ระยะเพื่อให้เข้าใจง่าย ดังนี้
1. ช่วงเวลาเร็วที่สุดที่เริ่มตรวจพบได้ (8-10 วันหลังปฏิสนธิ)
หากมีเพศสัมพันธ์ตรงกับช่วงวันตกไขพอดี การเจาะเลือดในช่วง 8 ถึง 10 วันหลังการปฏิสนธิ สามารถเริ่มตรวจพบฮอร์โมน hCG ในเลือดได้แล้ว แต่ระดับฮอร์โมนอาจจะยังต่ำมาก จนทำให้ผลตรวจในผู้หญิงบางคนที่ไข่ฝังตัวช้ายังคงเป็นลบได้
2. ช่วงเวลาที่แนะนำเพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด (11-14 วันหลังมีเพศสัมพันธ์)
ระยะเวลาที่ดีที่สุดและหมอแนะนำมากที่สุด คือประมาณ 11 ถึง 14 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือตรงกับช่วงที่ประจำเดือนรอบถัดไปควรจะมา ในช่วงเวลานี้ หากมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ระดับฮอร์โมน hCG ในเลือดจะสูงมากพอที่จะให้ผลบวกได้อย่างชัดเจน โดยมีความแม่นยำสูงถึง 99%
3. เมื่อประจำเดือนขาดไปแล้ว 1 วันขึ้นไป
สำหรับผู้ที่มีรอบเดือนมาสม่ำเสมอ การตรวจเลือดในวันแรกที่ประจำเดือนขาดไป จะให้ผลลัพธ์ที่แน่นอนทันที ไม่ต้องลุ้นกับผลลวงเหมือนการตรวจด้วยปัสสาวะในช่วงแรกๆ
ตรวจเลือดหาการตั้งครรภ์มีกี่แบบ แล้วบอกอะไรเราได้บ้าง?
การตรวจเลือดหาการตั้งครรภ์ที่ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน
- การตรวจแบบบอกผลบวกหรือลบ (Qualitative hCG Test): เป็นการตรวจเช็กเพียงว่ามีฮอร์โมนตั้งครรภ์อยู่ในกระแสเลือดหรือไม่ ผลจะออกมาเป็น ได้ผลบวก (ตั้งครรภ์) หรือ ได้ผลลบ (ไม่ตั้งครรภ์) เหมาะสำหรับการยืนยันการตั้งครรภ์เบื้องต้น
- การตรวจแบบวัดระดับฮอร์โมนเป็นตัวเลข (Quantitative hCG Test): เป็นการวัดปริมาณความเข้มข้นของฮอร์โมนออกมาเป็นตัวเลขอย่างละเอียด ซึ่งมีประโยชน์มากในการประเมินอายุครรภ์ ติดตามการเติบโตของตัวอ่อน หรือช่วยวินิจฉัยภาวะผิดปกติ เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือความเสี่ยงในการแท้งบุตร
ต้องงดน้ำงดอาหารไหม? การเตรียมตัวก่อนไปตรวจเลือดหาการตั้งครรภ์
ข้อดีของการตรวจเลือดหาการตั้งครรภ์คือมีความสะดวกสบายสูง ไม่ยุ่งยากเหมือนการตรวจสุขภาพทั่วไป
- ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร: การตรวจฮอร์โมน hCG ไม่ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือด จึงสามารถรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ตามปกติก่อนมาเจาะเลือด
- เจาะเลือดเวลาไหนก็ได้: ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงเช้าเหมือนการตรวจปัสสาวะเข้มข้นรอบแรกของวัน สามารถเข้ารับการเจาะเลือดได้ตลอดเวลาทำการ
- แจ้งประวัติการใช้ยา: หากอยู่ระหว่างการรักษาภาวะมีบุตรยาก และได้รับยาเหน็บหรือยาฉีดที่มีส่วนผสมของฮอร์โมน hCG ควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้า เพราะอาจส่งผลให้เกิดผลบวกลวงได้
คำแนะนำจากหมอเพื่อความแน่ใจ
การตรวจเลือดถือเป็นวิธีมาตรฐานที่แม่นยำที่สุดในการยืนยันการตั้งครรภ์ หากกำลังลุ้นผลอยู่ การรอคอยให้ผ่านพ้นช่วง 11 ถึง 14 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือรอให้ประจำเดือนขาดไปอย่างน้อย 1 วัน จะเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการตรวจเลือด เพราะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและไม่ต้องเผชิญกับความกังวลจากผลตรวจที่ไม่แน่ชัด
เมื่อตรวจพบผลบวกแล้ว ขั้นตอนสำคัญถัดไปคือการนัดหมายแพทย์เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพครรภ์และอัลตราซาวนด์ยืนยันตำแหน่งการฝังตัวของตัวอ่อนต่อไป