เวลาที่เปิดคลินิกแล้วได้นั่งคุยกับคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ ความเครียด หรือภาวะซึมเศร้า บ่อยครั้งที่เรามักจะสาวปมย้อนกลับไปถึงเรื่องราวในวัยเด็ก การเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ไม่ได้ตี ไม่ได้ด่า และไม่ได้บังคับอะไรเลย ฟังดูเผินๆ อาจเหมือนเป็นอิสระที่ดี แต่ในความเป็นจริง การถูกเมินเฉยและปล่อยให้เผชิญโลกตามลำพัง กลับสร้างรอยแผลในใจที่ลึกและหายยากกว่าที่คิด
บ้านที่ไม่มีเสียงดุ แต่ก็ไม่มีเสียงใส่ใจ
รูปแบบการเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย หรือที่ในทางจิตวิทยาเรียกว่า Neglectful Parenting คือลักษณะที่ผู้เลี้ยงดูมีความผูกพันกับเด็กน้อยมาก ตอบสนองความต้องการทางอารมณ์และจิตใจน้อย หรือแทบไม่ใส่ใจเลย แม้ว่าเด็กจะมีกิน มีที่นอน หรือได้ไปโรงเรียนครบถ้วน แต่ลึกๆ แล้วพวกเขาเหมือนไม่มีตัวตนในบ้าน
เด็กไม่ได้ต้องการแค่ข้าวปลาอาหาร แต่สมองและจิตใจของมนุษย์เรา โดยเฉพาะในช่วงวัยกำลังเติบโต จำเป็นต้องมีความรู้สึกปลอดภัยทางใจ การได้รับการรับฟัง และการมีผู้ใหญ่คอยประคับประคอง เมื่อสิ่งเหล่านี้ขาดหายไป เด็กจึงต้องเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งไม่ใช่ความเข้มแข็ง แต่คือการป้องกันตัวเองจากความเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธ
เมื่อเด็กที่ถูกละเลย เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่อย่างไร?
ผลกระทบจากการเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลยมักจะไม่แสดงออกมาชัดเจนในวัยเด็ก เพราะเด็กมักปรับตัวเพื่อความอยู่รอด แต่ร่องรอยเหล่านี้จะชัดเจนมากเมื่อพวกเขาเข้าสู่วัยรุ่นและวัยทำงาน ผ่านพฤติกรรมและมุมมองที่มีต่อตัวเองและคนรอบข้าง
ความรู้สึกไม่คู่ควรกับความรักและความสุข
เมื่อเติบโตขึ้น คนกลุ่มนี้มักมีความเชื่อลึกๆ ว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่มีใครอยากเข้าหา หากมีใครทำดีด้วย พวกเขาจะรู้สึกระแวงและไม่เชื่อใจ เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาความรักมักมาพร้อมเงื่อนไขหรือความว่างเปล่า พวกเขาจึงมักคิดว่าตัวเองต้องเก่ง ต้องอดทน และต้องไม่สร้างปัญหาให้ใคร เพื่อแลกกับการมีตัวตน
ปัญหาการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น
การจะรักใครสักคนอย่างสนิทใจต้องอาศัยความไว้วางใจ แต่สำหรับคนที่เคยชินกับการถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว การเปิดใจให้คนอื่นเข้ามาใกล้ชิดเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก พวกเขาอาจเลือกที่จะผลักไสคนอื่นออกไปก่อน หรือในทางตรงกันข้าม อาจยึดติดกับคนอื่นจนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง เพราะกลัวการถูกทอดทิ้งซ้ำรอยเดิม
การพึ่งพาตัวเองจนสุดโต่งและภาวะหมดไฟ
เพราะความเชื่อที่ว่า พึ่งพาใครไม่ได้นอกจากตัวเอง ทำให้พวกเขาต้องแบกรับทุกอย่างไว้บนบ่าคนเดียว ไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากใคร เมื่อเจอความเครียดหรืออุปสรรคจึงมักเก็บไว้คนเดียว จนนำไปสู่ภาวะวิตกกังวล โรคซึมเศร้า และภาวะหมดไฟในการทำงานอย่างรวดเร็ว
เราจะเยียวยาแผลใจวัยเด็กได้อย่างไร?
ข่าวดีคือ แม้เราจะเลือกอดีตไม่ได้ แต่เราเลือกปัจจุบันและอนาคตของตัวเองได้ การตระหนักรู้ว่าบาดแผลในใจของเรามีรากเหง้ามาจากไหน คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการรักษา
- ทำความเข้าใจและยอมรับความจริง: ยอมรับว่าเราเคยเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่บกพร่องทางจิตใจ และความเจ็บปวดที่เราเคยรู้สึกนั้นเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ความอ่อนแอ
- ฝึกโอบกอดเด็กน้อยข้างในใจ: เรียนรู้ที่จะใจดีกับตัวเองให้มากขึ้น ในวันที่ทำผิดพลาด ให้คิดว่าเรากำลังพูดกับเด็กคนหนึ่งที่พยายามทำดีที่สุดแล้ว
- สร้างความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย: คบหากับเพื่อน คู่ชีวิต หรือชุมชนที่พร้อมรับฟังและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เราได้เป็นตัวของตัวเอง
- พบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต: หากแผลใจนั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน การปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะช่วยให้เรามีเครื่องมือในการจัดการกับอารมณ์และปรับมุมมองต่อตัวเองได้อย่างยั่งยืน
การเติบโตมาโดยลำพังไม่ใช่ความผิดของเรา และเราไม่จำเป็นต้องแบกรับความโดดเดี่ยวนี้ไปตลอดชีวิต การอนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอและขอความช่วยเหลือบ้าง คือจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่เป็นของเราจริงๆ