ลูกซนปกติหรือเป็นโรคสมาธิสั้นกันแน่นะ?
เวลาที่เราเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นเสียงดัง หยิบจับนู่นนี่แล้วทำของหล่น หรือนั่งนิ่งๆ ไม่ค่อยได้ หลายคนมักจะเผลอยิ้มแล้วคิดว่านี่คือธรรมชาติของวัยกำลังซน แต่ในฐานะหมอที่ตรวจพัฒนาการเด็กมานาน มีคุณพ่อคุณแม่หลายท่านพามาปรึกษาด้วยความกังวลใจว่า อาการซซนและเหม่อลอยของลูกนั้นล้ำเส้นคำว่าปกติไปหรือยัง
เรื่องของโรคสมาธิสั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่ความผิดพลาดในการเลี้ยงดู แต่มันคือความแตกต่างของการทำงานในสมองส่วนหน้าที่ควบคุมสมาธิ การยับยั้งชั่งใจ และการจัดการตัวเอง ซึ่งถ้าเราทำความเข้าใจตั้งแต่เนิ่นๆ ชีวิตของเด็กๆ และคนในบ้านจะมีความสุขขึ้นอีกเยอะเลย
สัญญาณเตือนที่หมออยากให้สังเกต
การวินิจฉัยโรคสมาธิสั้น แพทย์จะไม่ดูแค่พฤติกรรมในห้องตรวจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยข้อมูลจากคุณพ่อคุณแม่และคุณครูที่โรงเรียนด้วย โดยอาการหลักๆ จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ที่มักปรากฏให้เห็นก่อนอายุสิบสองปี
กลุ่มอาการใจลอยและเหม่อ
- ทำงานที่ได้รับมอบหมายไม่ค่อยเสร็จ มักจะทำสะดุดกลางคันเพราะมีสิ่งอื่นมาดึงดูดความสนใจได้ง่าย
- ดูเหมือนไม่ค่อยฟังเวลาที่มีคนพูดด้วย เหมือนใจลอยไปอยู่ที่อื่น
- ทำของใช้ส่วนตัวหายบ่อยๆ เช่น ดินสอ ยางลบ หรือเสื้อกันหนาว
- ขี้ลืมในกิจวัตรประจำวัน เช่น ลืมทำการบ้าน ลืมจัดกระเป๋าหนังสือ
กลุ่มอาการอยู่ไม่สุขและใจร้อน
- นั่งไม่ติดที่ มือเท้าหยุกหยิก บิดไปบิดมาบนเก้าอี้ตลอดเวลา
- ชอบลุกเดินหรือวิ่งเล่นในเวลาที่ควรจะต้องนั่งนิ่งๆ
- พูดแทรกเวลาคนอื่นกำลังพูด หรือตอบคำถามโพล่งขึ้นมาก่อนที่คนถามจะพูดจบ
- รอคิวไม่เป็น หงุดหงิดง่ายเวลาไม่ได้ดั่งใจ
เบื้องหลังสมองของเด็กสมาธิสั้นเกิดอะไรขึ้น?
หลายคนชอบโทษว่าเด็กเป็นแบบนี้เพราะติดจอ หรือเพราะพ่อตามใจ แต่จริงๆ แล้วโรคสมาธิสั้นมีรากฐานมาจากพันธุกรรมและความผิดปกติเล็กน้อยในโครงสร้างและการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง สมองส่วนหน้าของเด็กกลุ่มนี้จะมีการพัฒนาช้ากว่าเด็กวัยเดียวกันประมาณสองถึงสามปี ทำให้ความสามารถในการควบคุมตัวเอง การคิดวิเคราะห์ผลที่จะตามมา และการจดจ่อทำอะไรนานๆ ทำงานได้ไม่เต็มที่
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการไปดุ ด่า หรือทำโทษรุนแรง จึงไม่ได้ช่วยให้สมองส่วนนี้พัฒนาขึ้นเลย กลับยิ่งทำให้เด็กเครียดและรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีมากกว่าเดิม
วิธีดูแลรักษาความเข้าใจที่ต้องมาอันดับหนึ่ง
การดูแลเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นไม่ได้จบลงแค่การกินยา แต่เป็นการปรับสิ่งแวดล้อมรอบตัวและการสื่อสารในครอบครัว เพื่อช่วยประคับประคองให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นที่สุด
การปรับพฤติกรรมและจัดระเบียบบ้าน
เราควรสร้างตารางเวลาที่ชัดเจนและทำซ้ำๆ จนเป็นกิจวัตร เช่น ตื่นนอน อาบน้ำ กินข้าว ไปโรงเรียน กลับมาทำการบ้าน เวลาเข้านอน ทุกอย่างควรมีเวลาที่แน่นอน สิ่งเร้าในห้องนอนหรือโต๊ะทำการบ้านควรมีให้น้อยที่สุด ปิดโทรทัศน์และเก็บของเล่นที่ยังไม่ใช้ให้พ้นสายตาเวลากำลังทำการบ้าน
การให้ยาเพื่อปรับสมดุลสารสื่อประสาท
ในกรณีที่อาการรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการเรียน การเข้าสังคม และความปลอดภัย การพบแพทย์เพื่อพิจารณาใช้ยาถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาก ยาจะช่วยปรับสารสื่อประสาทในสมองให้ทำงานสมดุลขึ้น ทำให้เด็กมีสมาธิยาวนานขึ้น ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้นเปรียบเสมือนแว่นตาที่ช่วยให้คนสายตาสั้นมองเห็นชัดเจนขึ้น ไม่ใช่การทำให้เด็กซึมหรือกลายเป็นหุ่นยนต์อย่างที่หลายคนกังวล
กำลังใจจากหมอถึงครอบครัว
การเลี้ยงดูเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นต้องใช้ความอดทนสูงมาก หมอเข้าใจดีว่าบางวันคุณพ่อคุณแม่ก็รู้สึกเหนื่อยและหมดแรง แต่เชื่อเถอะว่าเบื้องหลังพฤติกรรมที่ดูวุ่นวาย เด็กๆ เหล่านี้มักมีมุมสร้างสรรค์ มีพลังงานเหลือล้น และมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ ถ้าเราเข้าใจ ปรับตัวเข้าหากัน และให้กำลังใจกันอย่างสม่ำเสมอ ลูกจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและมีความสุขในแบบของเขาได้อย่างแน่นอน