ลูกน้อยเริ่มมีไข้ มีแผลในปาก พ่อคุณแม่อย่าวางใจ
ช่วงนี้เวลาตรวจเด็กๆ ที่คลินิก สิ่งหนึ่งที่หมอมักจะเจอเป็นประจำเวลาที่โรงเรียนเปิดเทอมหรือช่วงเปลี่ยนฤดู ก็คือคุณแม่พาเจ้าตัวเล็กมาด้วยอาการไข้ต่ำๆ กินนมไม่ได้ งอแงผิดปกติ พอตรวจดูในช่องปากและฝ่ามือฝ่าเท้า ก็เจอเจ้าตุ่มน้ำใสที่เป็นสัญลักษณ์ของโรคมือ เท้า ปาก เข้าให้แล้ว โรคนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยครับ แต่ทุกครั้งที่ระบาดในศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาลทีไร ก็มักจะทำเอาคุณพ่อคุณแม่และคุณครูวุ่นวายกันไปหมด เพราะเจ้าเชื้อไวรัสตัวนี้ติดต่อง่ายเหลือเกินในกลุ่มเด็กเล็กที่อยู่รวมกันหนาแน่น
โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากอะไร ทำไมถึงติดกันง่ายจังในโรงเรียนอนุบาล?
โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัสครับ โดยสายพันธุ์ที่พบบ่อยและมักจะมีอาการรุนแรงคือ ค็อกซากีไวรัส เอสิบหก และเอนเทอโรไวรัส เจ็ดสิบเอ็ด สาเหตุที่ในศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาลระบาดได้รวดเร็วมาก เป็นเพราะธรรมชาติของเด็กๆ วัยนี้ครับ
- เด็กชอบอมของเล่น: ของเล่น ของใช้ร่วมกัน หรือโต๊ะเก้าอี้ มักจะมีน้ำลายหรือน้ำมูกของเด็กที่ป่วยติดอยู่
- สุขอนามัยยังไม่ทั่วถึง: เด็กเล็กยังล้างมือไม่ถูกวิธี หรือชอบเอามือเข้าปากขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว
- การสัมผัสใกล้ชิด: การกอด อุ้ม หรือการนอนกลางวันเบียดเสียดกัน ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายผ่านทางละอองฝอย น้ำลาย และอุจจาระได้ง่าย
สังเกตอาการลูกอย่างไร ให้รู้ทันก่อนโรคจะลามหนัก
ช่วงแรกเด็กจะมีไข้สูง 38 ถึง 39องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการซึม เบื่ออาหาร และเจ็บคอ หลังจากนั้นอีกประมาณหนึ่งถึงสองวัน จะเริ่มมีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นตามร่างกาย ซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญที่ทำให้เราแยกโรคนี้ออกจากไข้หวัดธรรมดาได้ชัดเจนครับ
- แผลในปาก: มักจะเป็นแผลพุพองบริเวณกระพุ้งแก้ม เหงือก และลิ้น ทำให้เด็กเจ็บมากจนไม่อยากกลืนน้ำลายหรือกินอาหาร
- ตุ่มที่มือและเท้า: จะเห็นเป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก แดงอักเสบ บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ง่ามนิ้ว และบางครั้งอาจลามไปที่ก้นหรือเข่าด้วย
- อาการที่ต้องระวังเป็นพิเศษ: หากเด็กมีไข้สูงมาก ซึมลง ชัก เกร็ง หอบเหนื่อย หรืออาเจียนพุ่ง อาการเหล่านี้แปลว่าเชื้ออาจลามไปที่ระบบประสาท ซึ่งต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดวัน
วิธีตัดวงจรการแพร่เชื้อ ป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ในศูนย์เด็กเล็ก
การจะควบคุมโรคในโรงเรียนอนุบาลและศูนย์เด็กเล็กให้ได้ผล ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างคุณครูและผู้ปกครองครับ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ทำได้จริงดังนี้
มาตรการเด็ดขาดเมื่อพบเด็กป่วย
หากพบเด็กมีอาการเข้าข่าย ให้คุณครูคัดแยกเด็กออกทันที และแจ้งผู้ปกครองมารรับกลับบ้านเพื่อรักษาตัว โดยให้เด็กหยุดเรียนอย่างน้อยเจ็ดวัน หรือจนกว่าแผลจะแห้งสนิท เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปติดเพื่อนๆ ในห้อง
การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคสิ่งแวดล้อม
เชื้อไวรัสกลุ่มนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมพอสมควร การใช้น้ำยาทำความสะอาดทั่วไปอาจไม่เพียงพอ
- ล้างของเล่นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ: ของเล่นพลาสติกหรือตุ๊กตาผ้าที่เด็กอม ควรนำมาล้างทำความสะอาดและผึ่งแดดให้แห้งสนิทเป็นประจำทุกสัปดาห์
- เช็ดพื้นผิวสัมผัสบ่อยๆ: ลูกบิดประตู ราวบันได โต๊ะอาหาร และเตียงนอน ควรเช็ดด้วยน้ำยาฟอกขาวเจือจางอย่างน้อยวันละครั้ง
- จัดการห้องน้ำให้ถูกสุขลักษณะ: บริเวณอ่างล้างมือและโถส้วมต้องสะอาด มีสบู่ล้างมือให้เด็กใช้อย่างเพียงพอ
สร้างวินัยการล้างมือให้เป็นกิจวัตร
การล้างมือที่ถูกต้องด้วยสบู่และน้ำสะอาด นานอย่างน้อยยี่สิบวินาที สามารถลดความเสี่ยงในการรับเชื้อได้มากที่สุด คุณครูควรพาเด็กๆ ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหาร และหลังใช้ห้องน้ำ รวมถึงหลังกลับมาจากเล่นสนามเด็กเล่น
เมื่อลูกติดเชื้อแล้วที่บ้านต้องดูแลอย่างไร
เนื่องจากโรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคที่เกิดจากไวรัส จึงยังไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะ การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการครับ
- ลดไข้และบรรเทาอาการปวด: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัว และเช็ดตัวเพื่อลดไข้
- เลือกอาหารที่กลืนง่าย: เนื่องจากเด็กเจ็บปาก ควรเตรียมอาหารอ่อนๆ รสจืดที่ไม่ร้อนจัด เช่น โจ๊กอุ่นๆ นมแช่เย็น หรือไอศกรีมแท่ง เพื่อช่วยลดอาการเจ็บแผลในปากและป้องกันภาวะขาดน้ำ
- สังเกตภาวะขาดน้ำ: ให้จิบน้ำบ่อยๆ หากเด็กปัสสาวะน้อยลง หรือร้องไห้ไม่มีน้ำตา แปลว่าร่างกายเริ่มขาดน้ำ ควรรีบไปพบแพทย์ครับ
โรคมือ เท้า ปาก แม้จะดูน่ากลัวเพราะลูกเจ็บตัวและกินไม่ได้ แต่ถ้าเรามีความเข้าใจ สังเกตอาการได้เร็ว และสถานที่ดูแลเด็กมีมาตรการความสะอาดที่เข้มงวด ก็จะช่วยลดการระบาดและช่วยให้เด็กๆ ปลอดภัยจากโรคนี้ได้อย่างแน่นอนครับ