เวลาที่อุ้มลูกน้อยแล้วเห็นอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับสมองและกะโหลกศีรษะของเขา ไม่ว่าจะเป็นการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด อาเจียนพุ่ง หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่คงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ภาวะสมองบวมในเด็กเป็นหนึ่งในภาวะวิกฤตทางการแพทย์ที่น่ากลัวที่สุด เพราะเนื้อสมองของเด็กอยู่ในกะโหลกศีรษะที่มีพื้นที่จำกัด เมื่อมีของเหลวหรืออาการบวมเกิดขึ้น แรงดันภายในกะโหลกศีรษะจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องอาศัยการประเมินและการจัดการที่รวดเร็วแม่นยำจากทีมแพทย์
สัญญาณเตือนภัยที่ฟ้องว่าลูกอาจกำลังมีแรงดันในสมองสูง
ในฐานะกุมารแพทย์ สิ่งที่มักจะเตือนคุณพ่อคุณแม่เสมอคือ เด็กเล็กโดยเฉพาะทารกยังบอกเราไม่ได้ว่าปวดหัวตรงไหน สิ่งที่เราต้องสังเกตคือสัญญาณทางกายและพฤติกรรมที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม อาดเริ่มจากอาการซึม หลับปลุกยาก กินนมได้น้อยลงอย่างผิดปกติ ร้องไห้งอแงโดยไม่มีสาเหตุและปลอบยาก หรือในทารกแบเบาะอาจสังเกตเห็นกระหม่อมหน้าที่โป่งตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ อาการอาเจียนพุ่งโดยไม่มีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย หรืออาการชักเกร็งที่เกิดขึ้นใหม่ ล้วนเป็นสัญญาณเตือนสีแดงที่บอกว่าสมองกำลังส่งเสียงขอความช่วยเหลือ การสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้ได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่น้องจะได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น
ทำไมสมองเด็กถึงบวมได้ง่ายและอันตรายกว่าผู้ใหญ่
กลไกของภาวะสมองบวมเกิดจากการที่เซลล์สมองได้รับความเสียหายจากหลากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อรุนแรง การได้รับอุบัติเหตุทางศีรษะ การขาดออกซิเจน หรือเนื้องอกในสมอง เมื่อเซลล์สมองได้รับบาดเจ็บ ผนังหลอดเลือดฝอยในสมองจะเริ่มรั่ว ทำให้ของเหลวรั่วซึมเข้าไปสะสมอยู่ในเนื้อสมอง ทำให้เนื้อสมองมีขนาดใหญ่ขึ้น
ความน่ากลัวคือ กะโหลกศีรษะของเด็กถึงแม้จะยังเชื่อมกันไม่สนิทดีในเด็กเล็ก แต่ก็มีพื้นที่ขยายตัวได้จำกัดมากๆ เมื่อสมองบวมพองขึ้น แรงดันนี้จะไปเบียดกั้นเนื้อสมองส่วนสำคัญที่ควบคุมการหายใจและการเต้นของหัวใจ ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว การดูแลรักษาจึงไม่ใช่แค่การลดบวม แต่เป็นการรักษาที่ต้นเหตุพร้อมๆ กับการปกป้องเนื้อสมองส่วนดีที่เหลืออยู่
วิธีดูแลรักษาในห้องไอซียูเด็ก
เมื่อเด็กที่มีภาวะสมองบวมเดินทางมาถึงมือแพทย์ สิ่งแรกที่ทีมแพทย์ต้องทำคือการรักษาความปลอดภัยของทางเดินหายใจและการไหลเวียนโลหิต เพื่อให้มั่นใจว่าสมองได้รับออกซิเจนและเลือดไปหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ เด็กส่วนใหญ่มักจะต้องได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อให้เครื่องช่วยหายใจควบคุมระดับออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมที่สุดในการลดความดันในสมอง
การให้ยาเพื่อลดแรงดันในกะโหลกศีรษะเป็นขั้นตอนสำคัญถัดมา แพทย์อาจเลือกใช้ยาขับปัสสาวะชนิดพิเศษเพื่อดึงน้ำออกจากเนื้อสมอง หรือให้สารน้ำที่มีความเข้มข้นสูงเพื่อช่วยดูดซับน้ำส่วนเกินออกจากเซลล์สมอง พร้อมทั้งมีการติดตามค่าความดันภายในกะโหลกศีรษะอย่างใกล้ชิดผ่านเครื่องมือแพทย์เฉพาะทางตลอดเวลา
การผ่าตัดลดแรงดันและการดูแลต่อเนื่องระยะยาว
ในเคสที่มีอาการรุนแรงมากและใช้ยาเต็มที่แล้วความดันในสมองก็ยังไม่ลดลง แพทย์อาจจำเป็นต้องพิจารณาทางเลือกในการผ่าตัด ซึ่งอาจเป็นการเจาะระบายน้ำไขสันหลังส่วนเกินออก หรือในกรณีที่สมองบวมมากจริงๆ ศัลยแพทย์ระบบประสาทอาจต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะบางส่วนชั่วคราว เพื่อให้สมองที่มีอาการบวมมีพื้นที่ขยายตัวออกด้านนอกได้โดยไม่ถูกบีบอัดจนเสียหาย
เมื่อผ่านพ้นช่วงวิกฤตมาได้ การเดินทางยังไม่สิ้นสุดแค่นั้น น้องๆ หลายคนอาจต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพ ไม่ว่าจะเป็นกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด หรือการฟื้นฟูการพูด เพื่อช่วยให้เซลล์สมองส่วนที่เหลือสามารถเรียนรู้และปรับ ใช้งานทดแทนส่วนที่เสียหายไป พ่อแม่คือพลังใจที่สำคัญที่สุดในการเดินทางฟื้นฟูนี้ ความเข้าใจในตัวโรคและการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับทีมแพทย์จะช่วยให้ลูกรักก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ดีที่สุด