คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงเคยรู้สึกใจแป้วทุกครั้งที่เห็นลูกน้อยหายใจแปลกๆ ใช่ไหม โดยเฉพาะในช่วงวัยทารกที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ การสังเกตอาการผิดปกติจึงเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของคนเป็นพ่อแม่ เพราะระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็กๆ บอบบางกว่าผู้ใหญ่มาก อาการเล็กๆ น้อยๆ อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ในพริบตา บทความนี้ หมอจะมาเล่าถึงสัญญาณอันตรายทางการหายใจในทารก ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องจับตาดูให้ดี และรีบพาไปพบคุณหมอโดยเร็วที่สุด
ทำไมลูกน้อยถึงอ่อนแอเรื่องระบบหายใจมากกว่าผู้ใหญ่?
คุณพ่อคุณแม่คงสงสัยว่าทำไมลูกเล็กๆ ถึงได้อ่อนแอเรื่องระบบหายใจนัก นั่นเป็นเพราะว่าธรรมชาติของเด็กทารกนั้นมีปัจจัยที่ทำให้มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ใหญ่หลายอย่าง เช่น
- หลอดลมเล็กกว่ามาก: ทำให้ทางเดินหายใจตีบตันได้ง่าย แม้มีเสมหะเพียงเล็กน้อย
- ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง: ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และมักมีอาการรุนแรงกว่า
- กล้ามเนื้อทรวงอกยังไม่พัฒนาเต็มที่: ทำให้ความสามารถในการหายใจรับมือกับการติดเชื้อได้จำกัด
- หายใจทางจมูกเป็นหลัก: หากจมูกตันเพราะน้ำมูกเยอะ จะทำให้หายใจลำบากมาก
สัญญาณอันตรายที่ต้องจับตาดู: หายใจแบบไหนต้องรีบไปหาหมอ?
การสังเกตการหายใจของลูกต้องอาศัยความละเอียดอ่อน คุณพ่อคุณแม่ควรลองสังเกตจากลักษณะเหล่านี้
หายใจเร็วกว่าปกติจนน่าตกใจ
โดยปกติแล้ว ทารกจะหายใจเร็วกว่าผู้ใหญ่ แต่ถ้าลูกหายใจเร็วจนผิดสังเกต หรือมีอาการหอบเหนื่อยร่วมด้วย นั่นอาจเป็นสัญญาณของปัญหาที่ต้องรีบดูแล
- ทารกแรกเกิด-2 เดือน: หายใจเกิน 60 ครั้งต่อนาที
- เด็ก 2 เดือน - 1 ปี: หายใจเกิน 50 ครั้งต่อนาที
หากลูกหายใจเร็วกว่าเกณฑ์ข้างต้น โดยเฉพาะถ้าหายใจเร็วตลอดเวลาและไม่ลดลง แม้ในขณะที่หลับ ควรพาไปพบแพทย์
ปีกจมูกบานผิดปกติ
ลองสังเกตว่าเวลาลูกหายใจเข้า ปีกจมูกของเขามีลักษณะบานออกหรือไม่ การที่ปีกจมูกบานเป็นสัญญาณว่าลูกกำลังพยายามหายใจอย่างหนัก ใช้แรงมากเพื่อให้อากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุด
หน้าอกหรือชายโครงบุ๋มเข้าเวลาหายใจ
เมื่อลูกหายใจลำบาก ปอดจะต้องทำงานหนักขึ้น กล้ามเนื้อบริเวณซี่โครง คอ และชายโครงจะถูกดึงรั้งให้บุ๋มเข้าในเวลาหายใจ สัญญาณนี้ชัดเจนว่าลูกกำลังใช้กล้ามเนื้อเสริมช่วยหายใจ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย
- บริเวณคอ: เหนือกระดูกไหปลาร้าและใต้คอจะบุ๋มลง
- บริเวณหน้าอก: ร่องระหว่างซี่โครงจะบุ๋มเข้า
- บริเวณชายโครง: ชายโครงจะบุ๋มเข้าในทุกครั้งที่หายใจ
มีเสียงคราง หรือเสียงหวีดตอนหายใจ
เสียงหายใจที่ผิดปกติบอกอะไรเราได้หลายอย่าง
- เสียงคราง (Grunting): เสียงที่เกิดขึ้นเวลาลูกหายใจออก เหมือนลูกพยายามกักลมในปอดไว้ เป็นสัญญาณว่าปอดทำงานได้ไม่เต็มที่
- เสียงหวีด (Wheezing/Stridor): เสียงคล้ายนกหวีด หรือเสียงครืดคราดในลำคอ หรือเสียงหายใจเข้าที่ดังผิดปกติ มักบ่งบอกว่าทางเดินหายใจส่วนบนหรือส่วนล่างตีบแคบ
ริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้าเริ่มเขียวคล้ำ
ภาวะตัวเขียว หรือที่เรียกว่า Cyanosis เป็นสัญญาณอันตรายขั้นรุนแรงที่บ่งบอกว่าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตเห็นว่าริมฝีปาก ลิ้น ปลายมือ หรือปลายเท้าของลูกมีสีม่วงคล้ำหรือออกเขียวๆ นี่คือสัญญาณที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่รีรอ
ลูกซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรือหงุดหงิดผิดปกติ
เมื่อร่างกายขาดออกซิเจน จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองและร่างกายโดยรวม ทำให้ลูกมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น
- ซึมลง ไม่ร่าเริงเหมือนเคย เล่นน้อยลง
- ปลุกตื่นยาก หรือหลับนานผิดปกติ
- ไม่ยอมดูดนม หรือดูดได้น้อยลงกว่าปกติมาก
- หงุดหงิด งอแง ร้องกวนง่ายผิดปกติ
เจอสัญญาณอันตรายแบบนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องทำอย่างไร?
หากสังเกตเห็นสัญญาณอันตรายอย่างที่หมอเล่าไป อย่าตกใจเกินไป แต่ให้ตั้งสติและปฏิบัติดังนี้
- ตั้งสติ: พยายามสงบสติอารมณ์ของคุณก่อน เพื่อจะได้ดูแลลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- จัดท่าทางให้ลูก: อุ้มลูกขึ้นในท่านั่งกึ่งนอน ประคองศีรษะให้สูง เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดโล่งขึ้น
- สังเกตอาการเพิ่มเติม: จดจำรายละเอียดของอาการที่เกิดขึ้น เช่น หายใจเร็วแค่ไหน มีเสียงอะไรบ้าง ตัวเขียวหรือไม่ เพื่อให้ข้อมูลกับแพทย์ได้อย่างครบถ้วน
- ไม่ควรป้อนอาหารหรือน้ำ: หากลูกหายใจลำบาก ไม่ควรพยายามป้อนนมหรือน้ำ เพราะอาจสำลักและทำให้อาการแย่ลง
- รีบพาไปโรงพยาบาล: อย่าลังเลที่จะพาลูกไปโรงพยาบาลทันที โดยเฉพาะถ้าลูกมีอาการหลายอย่างร่วมกัน
อาการแบบไหนที่ "ไม่ควรรอ" ต้องรีบพาลูกไปโรงพยาบาลทันที?
ในบางสถานการณ์ อาการของลูกอาจรุนแรงจนต้องรีบพาไปห้องฉุกเฉินโดยเร็วที่สุด สัญญาณเหล่านี้คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด
- ลูกหยุดหายใจเป็นช่วงๆ
- ริมฝีปาก ลิ้น หรือผิวหนังมีสีเขียวคล้ำอย่างชัดเจน
- หายใจเร็วและหอบมากจนซี่โครงบุ๋มลึกและชัดเจน
- มีเสียงหายใจผิดปกติ เช่น เสียงคราง หรือเสียงหวีด ดังตลอดเวลาและไม่ลดลง
- ลูกซึมมาก ปลุกไม่ตื่น ไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า
ดูแลลูกน้อยให้ห่างไกลโรคระบบทางเดินหายใจ ทำอย่างไรดี?
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยดูแลลูกน้อยให้ห่างไกลจากปัญหาทางเดินหายใจได้ด้วยวิธีเหล่านี้
- หลีกเลี่ยงควันบุหรี่: ควันบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ
- ไม่พาไปในที่แออัด: โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของโรค
- ล้างมือบ่อยๆ: คุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลควรล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะก่อนจับต้องตัวลูก
- ส่งเสริมการให้นมแม่: นมแม่มีภูมิคุ้มกันช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรค: การฉีดวัคซีนตามกำหนดเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก
- ทำความสะอาดบ้าน: ลดฝุ่นละอองและสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน
การสังเกตอาการลูกน้อยอย่างใกล้ชิดและไม่ละเลยสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด การรู้ทันและตอบสนองอย่างรวดเร็วเมื่อลูกมีปัญหาทางเดินหายใจ จะช่วยให้ลูกได้รับการรักษาทันท่วงทีและปลอดภัย หากคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลหรือไม่แน่ใจในอาการใดๆ ของลูกน้อย อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์เสมอ จำไว้ว่า ปลอดภัยไว้ก่อนย่อมดีที่สุดสำหรับลูกรักของเรา