เวลาที่ข้อโปนบวมเป่งจากเกาต์ ทำไมหมอถึงมักชวนตรวจเลือดดูการทำงานของไตด้วย?
หลายคนที่มีอาการปวดบวมแดงร้อนตามข้อ นิ้วเท้า หรือข้อเท้าจากโรคเกาต์ มักจะโฟกัสอยู่แค่การกินยาแก้ปวด ยาลดกรดยยูริก และการงดอาหารแสลงอย่างพวกเครื่องในสัตว์หรือยอดผัก แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้ว โรคเกาต์กับไตเป็นของคู่กันที่น่ากลัวกว่าที่คิด เวลาที่ร่างกายมีกรดยูริกสูงเกินไป มันไม่ได้ไปตกผลึกแค่ที่ข้อต่อเท่านั้น แต่มันยังเดินทางไปสะสมตามเนื้อเยื่อต่างๆ รวมถึงในระบบทางเดินปัสสาวะและเนื้อไตของเราด้วย ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของภาวะแทรกซ้อนทางไต นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ และโรคไตเรื้อรังจากโรคเกาต์ที่หมออยากชวนมาทำความเข้าใจกันในวันนี้
กรดยูริกเกินพิกัด เดินทางไปสร้างปัญหาที่ไตได้อย่างไร?
เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ลองนึกถึงน้ำเกลือเข้มข้นที่เราเติมเกลือลงไปเรื่อยๆ จนมันละลายไม่หมด แล้วเริ่มมีผลึกเกลือตกตะกอนนอนก้น กรดยูริกในเลือดก็เช่นกัน เมื่อไตต้องทำหน้าที่กรองของเสียเหล่านี้ขับออกทางปัสสาวะ ปริมาณกรดยูริกที่สูงมากๆ จะทำให้เกิดการตกเป็นผลึกสะสมอยู่ในเนื้อไต ขัดขวางการทำงานตามปกติ และที่สำคัญคือ ถ้าปัสสาวะมีความเป็นกรดสูง ผลึกเหล่านี้จะยิ่งจับตัวกันแน่นขึ้นจนกลายเป็นก้อนนิ่วในที่สุด
สัญญาณเตือนจากร่างกาย เมื่อก้อนนิ่วกรดยูริกเริ่มก่อตัวในทางเดินปัสสาวะ
นิ่วที่เกิดจากกรดยูริกมีความพิเศษตรงที่ เวลาไปเอกซเรย์ธรรมดาบางครั้งอาจมองไม่ค่อยเห็นชัดเจนเหมือนนิ่วชนิดอื่น แต่ความเจ็บปวดที่มันมอบให้นั้นรุนแรงไม่แพ้กัน อาการเตือนภัยที่คนไข้มักจะมาเล่าให้ฟังที่ห้องตรวจมีดังนี้:
- ปวดหลังหรือปวดเอวข้างใดข้างหนึ่งแบบกะทันหัน: มักเป็นอาการปวดเสียดรุนแรงที่เกิดจากการที่นิ่วเคลื่อนตัวไปอุดตันท่อไต
- ปัสสาวะมีเลือดปน: เกิดจากการที่ก้อนนิ่วไปเสียดสีกับเยื่อบุทางเดินปัสสาวะ
- ปัสสาวะขัด ปัสสาวะแสบ หรือรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยแต่ไม่ออก: หากก้อนนิ่วลงมาติดอยู่ที่กระเพาะปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะ
- มีไข้ร่วมกับหนาวสั่น: อันนี้เป็นสัญญาณอันตรายว่าเริ่มมีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย ซึ่งต้องรีบพบแพทย์ด่วน
เส้นทางจากโรคเกาต์สู่โรคไตเรื้อรัง: ทำไมไตถึงค่อยๆ เสื่อมลงเงียบๆ?
นอกจากเรื่องนิ่วแล้ว ภาวะแทรกซ้อนทางไต นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ และโรคไตเรื้อรังจากโรคเกาต์ ยังมีความเชื่อมโยงกันในระยะยาว เมื่อไตต้องทำงานหนักในการขับกรดยูริก และเผชิญกับการอักเสบเรื้อรังจากผลึกที่สะสม เนื้อไตที่ดีจะค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยพังผืด การไหลเวียนเลือดในไตแย่ลง ความสามารถในการกรองของเสียจะลดลงทีละน้อย โดยที่คนไข้แทบไม่รู้ตัวเลย เพราะโรคไตในระยะแรกมักไม่มีอาการเตือน จนกระทั่งค่าการทำงานของไตตกไปมากแล้ว หรือเริ่มมีอาการบวมที่เปลือกตาและขาตอนเช้า ปัสสาวะมีฟองมากผิดปกติ หรือตรวจเลือดพบว่ามีของเสียคั่งในร่างกาย
วิธีดูแลตัวเองไม่ให้โรคเกาต์ลามไปทำลายไต
ข่าวดีคือ เราสามารถชะลอและป้องกันความเสียหายเหล่านี้ได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการรักษาที่ตรงจุด:
- ดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ: นี่คือกฎเหล็กข้อแรก การดื่มน้ำวันละ 2 ถึง 3 ลิตร ช่วยเจือจางความเข้มข้นของกรดยูริกในปัสสาวะ และช่วยขับผลึกเล็กๆ ออกก่อนที่จะทันได้รวมตัวกันเป็นก้อนนิ่ว
- ควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดอย่างต่อเนื่อง: การกินยาลดกรดยูริกตามที่แพทย์สั่งเป็นประจำมีความสำคัญมาก อย่าหยุดยาเองเพียงเพราะหายปวดข้อแล้ว เพราะเป้าหมายของการกินยาไม่ใช่แค่แก้ปวด แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ผลึกไปสะสมที่ไต
- หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นกรดยูริกและน้ำตาลฟรุกโตส: ลดการกินเนื้อสัตว์แดง เครื่องใน อาหารทะเล และระวังเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง เพราะน้ำตาลตัวนี้มีส่วนเพิ่มการสร้างกรดยูริกในร่างกาย
- ตรวจสุขภาพและเช็กการทำงานของไตสม่ำเสมอ: เจาะเลือดดูค่าครีตินินและอัตราการกรองของไต รวมถึงตรวจปัสสาวะเป็นประจำทุกปี เพื่อให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงก่อนที่ไตจะเสียหายถาวร