เวลาที่คนในครอบครัวต้องนอนไอซียู เรื่องอาหารการกินคือสิ่งที่เรามักกังวลใจ
เวลาที่เราเดินเข้าไปเยี่ยมคนในครอบครัวนอนพักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู ภาพที่เราชินตาคือสายระโยงระยางเต็มตัวไปหมด ทั้งเครื่องช่วยหายใจ สายน้ำเกลือ และสายให้อาหาร หลายคนอาจจะคิดว่าในเมื่อผู้ป่วยนอนพักนิ่งๆ ไม่ได้ขยับไปไหน พลังงานที่ใช้คงจะน้อยลง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การประเมินและฟื้นฟูภาวะโภชนาการ ในผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความซับซ้อนและสำคัญมากๆ เพราะร่างกายของเขากำลังอยู่ในภาวะวิกฤตที่ต้องการพลังงานและสารอาหารสูงมากเพื่อใช้ในการซ่อมแซมตัวเอง
ทำไมผู้ป่วยวิกฤตถึงผอมลงและกล้ามเนื้อฝ่อเร็วมาก
เวลาที่ร่างกายเกิดอุบัติเหตุรุนแรง มีการติดเชื้อในกระแสเลือด หรือเพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ ระบบในร่างกายจะปล่อยฮอร์โมนความเครียดออกมาจำนวนมาก พร้อมกับกระบวนการอักเสบทั่วร่างกาย ส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานผิดเพี้ยนไปจากเดิม จากที่เคยดึงพลังงานจากแป้งและไขมันมาใช้ ร่างกายกลับหันไปดึงโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาเผาผลาญแทนอย่างรวดเร็ว นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงเห็นผู้ป่วยวิกฤตน้ำหนักลดลงและกล้ามเนื้อลีบลงอย่างเห็นได้ชัดภายในเวลาแค่ไม่กี่วัน ซึ่งถ้าร่างกายขาดสารอาหารต่อเนื่อง ก็จะส่งผลให้แผลหายช้า ภูมิต้านทานต่ำลง และหย่าน้ำเครื่องช่วยหายใจได้ยากขึ้นตามไปด้วย
ทีมแพทย์เช็คความพร้อมและประเมินร่างกายผู้ป่วยอย่างไรบ้าง
ก่อนที่เราจะเริ่มให้อาหารอะไรกับผู้ป่วย หมอและทีมโภชนาการจะต้องทำการตรวจประเมินอย่างละเอียดเสียก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าระบบทางเดินอาหารพร้อมที่จะรับสารอาหารได้จริง โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้
- ตรวจสอบประวัติและน้ำหนักตัวเดิม: เพื่อคำนวณหาปริมาณพลังงานและโปรตีนที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันอย่างแม่นยำ
- เช็คการทำงานของลำไส้: ฟังเสียงการทำงานของลำไส้ ตรวจดูว่ามีการขับถ่ายหรือผายลมบ้างหรือไม่ เพราะถ้าลำไส้ยังไม่ทำงาน การให้อาหารทางสายยางอาจทำให้เกิดภาวะลำไส้ 200 หรือท้องอืดได้
- ประเมินความรุนแรงของโรค: ดูว่าผู้ป่วยมีภาวะช็อก ต้องใช้ยาเพิ่มความดันโลหิตสูงแค่ไหน เพราะถ้าร่างกายยังมีความดันโลหิตต่ำมากๆ เลือดจะถูกดึงไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น สมองและหัวใจ ทำให้เลือดไปเลี้ยงลำไส้ลดลง ช่วงนั้นจึงยังไม่เหมาะที่จะให้อาหารเต็มที่
เริ่มต้นให้อาหารและฟื้นฟูร่างกายในช่วงเวลาที่เหมาะสม
ในอดีตเราอาจจะเคยได้ยินว่าถ้าป่วยหนักต้องรอให้ลำไส้พักผ่อนนานๆ แต่แนวทางการดูแลสมัยใหม่เปลี่ยนไปแล้ว หมอพบว่าการเริ่มให้อาหารทางเดินอาหารเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกหลังจากผู้ป่วยพ้นขีดอันตรายและสัญญาณชีพคงที่แล้ว จะช่วยรักษาความสมบูรณ์ของเยื่อบุลำไส้ ป้องกันไม่ให้แบคทีเรียในลำไส้รั่วเข้าสู่กระแสเลือด และช่วยลดอัตราการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เลือกอาหารแบบไหนให้เหมาะกับสภาพร่างกายที่กำลังป่วยหนัก
เมื่อลำไส้พร้อม การเลือกชนิดของสารอาหารก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน ผู้ป่วยวิกฤตไม่ได้ต้องการแค่พลังงานทั่วๆ ไป แต่เน้นสารอาหารที่ย่อยง่ายและให้โปรตีนสูงเพื่อช่วยสร้างเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อที่สูญเสียไป
- อาหารสูตรมาตรฐาน: เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ระบบทางเดินอาหารยังทำงานได้ดีและไม่มีโรคประจำตัวเฉพาะเจาะจง
- อาหารสูตรเฉพาะโรค: เช่น สูตรสำหรับผู้ป่วยโรคไตที่มีการจำกัดเกลือแร่และปริมาณน้ำ สูตรสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือสูตรที่มีสัดส่วนของไขมันไม่อิ่มตัวสูงเพื่อช่วยลดการอักเสบในปอด
- การให้ทางสายยางหรือทางเส้นเลือด: หากผู้ป่วยไม่สามารถกลืนได้เองหรือลำไส้ยังไม่ทำงาน ทีมแพทย์จะพิจารณาให้สารอาหารผ่านทางสายยางจมูกลงสู่กระเพาะอาหาร หรือให้สารอาหารเข้าทางหลอดเลือดดำโดยตรงในกรณีที่จำเป็นจริงๆ
เฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการให้อาหาร
การฟื้นฟูโภชนาการในผู้ป่วยวิกฤตไม่ใช่เรื่องของการอัดอาหารให้ได้ปริมาณมากๆ เสมอไป เพราะหากให้เร็วหรือมากเกินไป อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เรียกว่า รีฟีดดิงซินโดรม (Refeeding Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะที่เกลือแร่ในเลือดลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจและระบบหายใจได้ ทีมแพทย์และพยาบาลจึงต้องคอยเจาะเลือดตรวจระดับเกลือแร่ น้ำตาลในเลือด และคอยสังเกตอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือสำลักอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อปรับเปลี่ยนแผนโภชนาการให้สอดคล้องกับสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวันครับ