ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักมาปรึกษาที่คลินิกเรื่องลูกมีความเครียดง่าย เวลาเจอเรื่องไม่ดังใจหรือการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ลูกมักจะร้องไห้งอแง รู้สึกว่าเด็กสมัยนี้เปราะบางกว่าเดิม ซึ่งในทางการแพทย์และจิตวิทยาเด็ก เราเรียกความสามารถในการปรับตัวและลุกขึ้นสู้ใหม่นี้ว่า ความยืดหยุ่นทางจิตใจ หรือ Resilience
เด็กที่มีความยืดหยุ่นทางจิตใจดี ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เคยเสียใจหรือไม่เคยเจอความผิดหวังเลยนะครับ แต่หมายถึงว่า เมื่อเขาล้มลงแล้ว เขารู้วิธีประคับประคองตัวเองให้ลุกขึ้นมาใหม่ เรียนรู้จากความผิดพลาด และเดินหน้าต่อได้โดยไม่เก็บเอาความล้มเหลวมาบั่นทอนคุณค่าในตัวเอง
ทำไมเด็กบางคนถึงลุกยาก? ทำความเข้าใจโลกภายในของลูก
ก่อนที่เราจะไปดูวิธีฝึกฝน เราต้องเข้าใจก่อนว่าสมองของเด็กยังอยู่ในช่วงพัฒนา โดยเฉพาะส่วนหน้าของสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์ การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา เมื่อเด็กเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก เช่น สอบตก ทำของเล่นพัง หรือทะเลาะกับเพื่อน สมองส่วนอารมณ์จะทำงานทันที ทำให้เกิดความกลัว ความโกรธ หรือความเสียใจอย่างรุนแรง
เด็กที่ขาดความยืดหยุ่นมักจะมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าจะรับไหว กลัวความผิดพลาด เพราะอาจจะเคยชินกับการที่มีคนคอยแก้ปัญหาให้ทุกอย่าง หรือถูกปกป้องมากเกินไปจนไม่มีโอกาสได้ฝึกแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
ฝึกให้ลูกแก้ปัญหาด้วยตัวเองทีละนิด ไม่ใช่คอยอุ้มชูทุกเรื่อง
ความผิดพลาดคือห้องเรียนที่ดีที่สุดของเด็กครับ เวลาที่ลูกทำแก้วน้ำหก ทำการบ้านไม่ได้ หรือของเล่นพัง ความรู้สึกแรกของคนเป็นพ่อแม่คืออยากเข้าไปช่วยจัดการให้ทันทีเพื่อให้ลูกหายเครียด แต่ในความเป็นจริงแล้ว การรีบเข้าไปช่วยตัดโอกาสการเรียนรู้ของลูกไปโดยปริยาย
แนวทางที่ถูกต้องคือ การตั้งคำถามชวนคิดเพื่อให้ลูกได้ใช้สมองหาทางออกด้วยตัวเอง เช่น เมื่อลูกทำตัวต่อเลโก้พัง แทนที่เราจะเข้าไปประกอบให้ทันที ให้ลองเปลี่ยนเป็นพูดว่า ลูกคิดว่าเราควรเริ่มต่อจากตรงไหนดี หรือให้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองก่อน เมื่อเขาแก้ปัญหาได้สำเร็จ สมองจะหลั่งสารแห่งความภาคภูมิใจ ทำให้เขามั่นใจในตัวเองมากขึ้น
สอนให้ลูกยอมรับความรู้สึกตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา
เด็กหลายคนเข้าใจผิดว่า การเป็นเด็กเก่งหรือเด็กเข้มแข็งแปลว่าห้ามร้องไห้ ห้ามเสียใจ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน การสร้างความยืดหยุ่นที่แท้จริงต้องเริ่มจากการยอมรับอารมณ์ด้านลบก่อน
เมื่อลูกเจอเรื่องเสียใจ ให้คุณพ่อคุณแม่เปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เขาระบายความรู้สึก รับฟังด้วยความเข้าใจ ไม่ตัดสิน หรือบอกว่าเรื่องแค่นี้เองไม่ต้องร้องไห้ การที่เด็กได้รับการยอมรับความรู้สึก จะช่วยให้เขารู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ลดความรุนแรงของความเครียด และพร้อมที่จะเปิดใจรับฟังคำแนะนำเพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่อไป
ชวนลูกมองความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติผ่านการเล่าเรื่อง
เด็กๆ เรียนรู้ได้ดีที่สุดจากการฟังนิทานหรือเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงของพ่อแม่ การที่เราเล่าเรื่องความผิดพลาดในวัยเด็กของเราให้ลูกฟัง เช่น ตอนเด็กพ่อเคยสอบตกวิชาเลข หรือเคยทำของพังเสียหาย แล้วเราผ่านจุดนั้นมาได้อย่างไร จะช่วยให้ลูกเห็นภาพว่า ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบของโลก
นอกจากนี้ เวลาที่ชื่นชมลูก ควรเน้นที่ความพยายามและกระบวนการทำ มากกว่าผลลัพธ์สุดท้าย เช่น เปลี่ยนจากคำชมว่าเก่งมากที่ได้คะแนนเต็ม เป็นชมว่าพ่อเห็นความตั้งใจอ่านหนังสือของลูกหลายวันเลยนะ ลูกพยายามได้ดีมาก วิธีนี้จะช่วยปลูกฝังกรอบความคิดแบบเติบโต หรือ Growth Mindset ทำให้เด็กกล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ โดยไม่กลัวความล้มเหลว
สัญญาณแบบไหนที่แปลว่าลูกกำลังเครียดสะสมและควรปรึกษาแพทย์
แม้ว่าการสร้างความยืดหยุ่นจะช่วยให้เด็กรับมือกับความกดดันได้ดี แต่หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตพบว่าลูกมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน เช่น นอนไม่หลับ ฝันร้ายบ่อย ซึมเศร้า ไม่อยากไปโรงเรียน ปวดท้องหรือปวดหัวเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุทางกาย หรือทำร้ายตัวเองและคนรอบข้าง อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ความเครียดปกติ แนะนำให้พามาพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเพื่อประเมินและให้คำปรึกษาเชิงลึกได้อย่างตรงจุดครับ