ก้าวข้ามความท้อแท้ เมื่อคำว่า 'ไม่' กลายเป็นคำตอบประจำของลูก
เคยไหมที่รู้สึกว่าการขอให้ลูกเก็บของเล่น ไปอาบน้ำ หรือทำการบ้าน กลายเป็นเหมือนการเปิดศึกสงครามย่อยๆ ในบ้าน คุณพ่อคุณแม่หลายคนต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ เมื่อลูกน้อยมีพฤติกรรมเถียงคำไม่ตกฟาก กรีดร้อง ปาสิ่งของ หรือตั้งท่าต่อต้านทุกคำสั่งอย่างรุนแรง จนบางครั้งเกิดความกังวลและแอบโทษตัวเองในใจว่าเลี้ยงลูกผิดพลาดตรงไหนหรือไม่
ในความเป็นจริง พฤติกรรมต่อต้านรุนแรงและต่อเนื่องเช่นนี้ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กเกเรหรือการเลี้ยงดูที่ไม่ดีพอ แต่มีโอกาสที่จะเป็นภาวะทางจิตวิทยาเด็กที่เรียกว่า โรคดื้อและต่อต้านในเด็ก (Oppositional Defiant Disorder: ODD) ซึ่งเป็นสภาวะที่เด็กต้องการความเข้าใจและการดูแลอย่างถูกวิธีจากทั้งครอบครัวและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
แยกให้ออก: 'ดื้อตามวัย' หรือ 'โรคดื้อและต่อต้านในเด็ก'
เป็นเรื่องปกติที่เด็กในวัยเตาะแตะหรือวัยรุ่นจะมีการพยายามแสดงความเป็นตัวของตัวเอง ทดสอบขอบเขตของคุณพ่อคุณแม่ด้วยการปฏิเสธหรือดื้อรั้นบ้าง อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมดื้อตามพัฒนาการปกติกับโรคดื้อและต่อต้านในเด็กมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในเรื่องของความรุนแรง ความถี่ และระยะเวลา
เด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านจะแสดงพฤติกรรมต่อต้านเจ้าอารมณ์อย่างรุนแรงและสม่ำเสมอเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป โดยพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนในครอบครัวเท่านั้น แต่มักส่งผลกระทบต่อการเข้าสังคม เพื่อนฝูง และการเรียนที่โรงเรียนอย่างชัดเจน
8 สัญญาณเตือนที่บอกว่าลูกอาจกำลังเผชิญโรคดื้อและต่อต้าน
การสังเกตอาการของโรคดื้อและต่อต้านในเด็ก สามารถแบ่งกลุ่มอาการหลักๆ ออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ อารมณ์โกรธเคือง พฤติกรรมชอบโต้เถียง และความรู้สึกอาฆาตมาดร้าย โดยมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้
- โมโหง่ายและควบคุมอารมณ์ไม่ได้: มักมีอาการปรี๊ดแตก อารมณ์เสีย หงุดหงิดง่ายกับเรื่องเล็กน้อย และละเลยการควบคุมอารมณ์ตนเอง
- มีปฏิกิริยาต่อต้านผู้ใหญ่โดยตรง: จงใจปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ละเลยคำสั่ง หรือท้าทายอำนาจของคุณพ่อคุณแม่และครูอย่างเปิดเผย
- ชอบโต้เถียงอย่างเอาเป็นเอาตาย: เถียงกับผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจในทุกประเด็น ไม่ยอมลงให้ใคร และต้องเป็นผู้ชนะในการถกเถียงเสมอ
- ตั้งใจกวนประสาทผู้อื่น: มีพฤติกรรมจงใจก่อกวน ทำลายความสงบ หรือทำให้ผู้อื่นเกิดความรำคาญใจโดยเจตนา
- ไม่ยอมรับความผิดและโยนความผิดให้คนอื่น: เมื่อทำสิ่งใดผิดพลาด มักจะชี้หน้าโทษคนอื่น หรืออ้างว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งก่อนเสมอ
- เจ้าคิดเจ้าแค้น: มีพฤติกรรมผูกใจเจ็บ พยายามหาทางแก้แค้นหรือทำคืนเมื่อรู้สึกว่าตนเองไม่ได้ดั่งใจ อย่างน้อย 2 ครั้งในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
- มีความอ่อนไหวต่อสิ่งกระตุ้นสูง: รู้สึกว่าคนอื่นกำลังจับผิดหรือคุกคามตนเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้แสดงปฏิกิริยาก้าวร้าวเพื่อปกป้องตนเอง
- กระทบต่อสัมพันธภาพรุนแรง: พฤติกรรมที่เกิดขึ้นส่งผลให้ไม่มีเพื่อน อยากแยกตัว หรือเกิดปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในครอบครัวแทบทุกวัน
หาสาเหตุ: ทำไมลูกถึงกลายเป็นเด็กดื้อและต่อต้าน?
ทางการแพทย์พบว่า โรคดื้อและต่อต้านในเด็กไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างปัจจัยทางชีวภาพ จิตวิทยา และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก
ในด้านชีวภาพและพันธุกรรม เด็กอาจมีพื้นฐานอารมณ์ที่เป็นคนเลี้ยงยาก ร้อนง่าย หรือมีการทำงานของสารเคมีในสมองที่เกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมไม่สมดุล นอกจากนี้ โรคดื้อและต่อต้านยังมักพบร่วมกับภาวะอื่นๆ เช่น โรคสมาธิสั้น (ADHD) ภาวะวิตกกังวล หรือโรคซึมเศร้าในเด็ก
ในขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น สภาพแวดล้อมในบ้านที่มีความตึงเครียด การใช้ความรุนแรง รูปแบบการเลี้ยงดูที่เข้มงวดเกินไปหรือปล่อยปละละเลยเกินไป ตลอดจนการขาดความสม่ำเสมอในการลงโทษและให้รางวัล ก็เป็นสิ่งกระตุ้นสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมต่อต้านรุนแรงขึ้น
แนวทางการดูแลและปรับพฤติกรรมอย่างถูกวิธี
การช่วยเหลือเด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้าน จำเป็นต้องใช้อดทนและความเข้าใจอย่างสูง การลงโทษด้วยความรุนแรงหรือการใช้อารมณ์เข้าข่ม มักจะยิ่งทำให้พฤติกรรมต่อต้านแย่ลงกว่าเดิม แนวทางที่ได้ผลดีที่สุดคือการปรับพฤติกรรมบำบัดควบคู่ไปกับการปรับรูปแบบการเลี้ยงดูของครอบครัว
- ชมเชยเมื่อลูกทำดี (Positive Reinforcement): ให้ความสนใจและเอ่ยคำชมทันทีเมื่อลูกแสดงพฤติกรรมที่ดี แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย เพื่อให้ลูกรู้ว่าการทำดีได้รับความสนใจมากกว่าการต่อต้าน
- ตั้งกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ: กฎในบ้านควรกระชับ เข้าใจง่าย และมีความสม่ำเสมอ ทุกคนในบ้านต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน โดยระบุผลลัพธ์ของการฝ่าฝืนกฎไว้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องใช้อารมณ์
- เลือกเรื่องที่จะเข้าปะทะ (Pick Your Battles): ไม่จำเป็นต้องแก้ทุกพฤติกรรมพร้อมกัน ให้เน้นเรื่องความปลอดภัยและพฤติกรรมรุนแรงก่อน ส่วนพฤติกรรมกวนใจเล็กๆ น้อยๆ อาจมองข้ามไปก่อนเพื่อลดความตึงเครียด
- เป็นแบบอย่างในการจัดการอารมณ์: เมื่อลูกเริ่มกรีดร้องหรือโต้เถียง สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณพ่อคุณแม่ต้องตั้งสติและใช้น้ำเสียงที่นิ่ง สงบ การตวาดกลับมีแต่จะส่งเสริมให้ลูกใช้พฤติกรรมก้าวร้าวเลียนแบบ
- ฝึกกระบวนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ: เมื่อบรรยากาศสงบลง ร่วมกันพูดคุยกับลูกถึงสาเหตุที่ทำให้เขาโกรธ และช่วยกันคิดวิธีแก้ปัญหาแบบใหม่ที่ไม่ใช้การต่อต้านหรือก้าวร้าว
เมื่อไหร่ที่ควรพาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
หากพฤติกรรมต่อต้านของลูกเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดความเครียดสะสมอย่างรุนแรงในบ้าน ลูกมีปัญหาเรียนตกต่ำ หรือเริ่มมีพฤติกรรมอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น การพาเด็กมาพบกุมารแพทย์ หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คือก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น
การประเมินโดยแพทย์จะช่วยแยกแยะว่ามีโรคอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น สมาธิสั้น หรือความผิดปกติในการเรียนรู้ แพทย์จะวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงการทำจิตบำบัด การฝึกทักษะการเลี้ยงดูสำหรับพ่อแม่ (Parent Management Training) และการใช้ยาในกรณีที่มีภาวะอื่นร่วมด้วย
ขอให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจว่า โรคดื้อและต่อต้านในเด็กเป็นภาวะที่สามารถดูแลและปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นได้ ความรัก ความเข้าใจ และการได้รับคำแนะนำทางการแพทย์ที่ถูกต้อง จะช่วยคืนความสดใสให้กับลูกน้อย และคืนความสุขสงบกลับมาสู่ครอบครัวอีกครั้ง