หลายคนมักเข้าใจว่าอาการแน่นท้อง ท้องอืด หรือปวดเสียดแถวลิ้นปี่หลังกินบุฟเฟต์ปิ้งย่างหรืออาหารมันๆ เป็นแค่เรื่องของโรคกระเพาะอาหารหรืออาหารไม่ย่อยทั่วไป แต่ในฐานะแพทย์ที่ตรวจคนไข้มานาน พบว่ามีโรคหนึ่งที่มักซ่อนอยู่เบื้องหลังอาการเหล่านี้ และถ้าปล่อยไว้จนเกิดการอักเสบเรื้อรัง อาจอันตรายถึงชีวิตได้ นั่นคือ โรคนิ่วในถุงน้ำดี ที่คนมักมองข้ามกันบ่อยๆ
ถุงน้ำดีของเราอยู่ตรงไหน และทำหน้าที่อะไรกันแน่
ก่อนจะรู้จักก้อนนิ่ว เรามาทำความเข้าใจกับเจ้าถุงน้ำดีกันก่อนครับ ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะชิ้นเล็กๆ รูปทรงคล้ายลูกแพร์ อยู่บริเวณใต้ตับด้านขวา หน้าที่หลักของมันไม่ใช่การย่อยอาหารโดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็นเหมือนถังพักน้ำดีที่ตับผลิตขึ้น เมื่อเรากินอาหารจำพวกไขมันเข้าไป ถุงน้ำดีจะบีบตัวส่งน้ำดีออกมาช่วยย่อยไขมันเหล่านั้นให้แตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ง่าย
ทำไมจู่ๆ ถึงเกิดก้อนนิ่วขึ้นมาในถุงน้ำดีได้
นิ่วในถุงน้ำดีไม่ได้เป็นก้อนหินกรวดที่หลุดเข้าไปในร่างกายนะครับ แต่เกิดจากการตกผลึกของส่วนประกอบในน้ำดี โดยหลักๆ แบ่งออกเป็นสองชนิดคือ นิ่วชนิดคอเลสเตอรอล ที่เกิดจากการมีไขมันคอเลสเตอรอลสูงเกินไปในน้ำดี และนิ่วชนิดเม็ดสี ที่มักเกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงหรือโรคตับบางชนิด เมื่อน้ำดีมีความเข้มข้นไม่สมดุล นานวันเข้าก็จะตกตะกอนกลายเป็นก้อนกรวดเล็กๆ หรือบางทีก็เป็นก้อนใหญ่เม็ดเดียวเดี่ยวๆ ในถุงน้ำดี
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าเรากำลังมีโรคนิ่วในถุงน้ำดี
ความน่ากลัวของโรคนิ่วในถุงน้ำดีคือ หลายคนเป็นโดยไม่รู้ตัวเลย เพราะก้อนนิ่วนอนนิ่งๆ อยู่ในถุงน้ำดีไม่ได้ไปอุดตันท่อทางเดินใดๆ เราเรียกกลุ่มนี้ว่านิ่วชนิดไม่มีอาการ แต่ถ้าวันดีคืนดีก้อนนิ่วเกิดไปขวางทางออกตอนที่ถุงน้ำดีบีบตัว อาการปวดจะเริ่มถามหาทันที
อาการปวดแน่นใต้ชายโครงขวาแบบเฉียบพลัน
ลักษณะเด่นคือ จะปวดแน่นตื้อๆ หรือปวดบิดเกร็งบริเวณใต้ชายโครงขวาหรือลิ้นปี่อย่างรุนแรง อาการปวดนี้มักเกิดขึ้นหลังกินอาหารมื้อหนัก อาหารที่มีไขมันสูง หรือบางคนอาจปวดร้าวทะลุไปที่ หัวไหล่ขวา หรือสะบักด้านขวาด้วย อาการปวดมักเป็นนานตั้งแต่ 30 นาที ไปจนถึงหลายชั่วโมง แล้วค่อยๆ ทุเลาลงเอง
อาการจุกเสียด ท้องอืด เรอเหม็นเปรี้ยวคล้ายโรคกระเพาะ
หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นกรดไหลย้อนหรือโรคกระเพาะ เพราะมีอาการเรอ ท้องอืด แน่นท้องหลังมื้ออาหารตลอดเวลา กินยาลดกรดเท่าไหร่ก็ไม่หายขาด เพราะต้นเหตุจริงๆ อยู่ที่การย่อยไขมันของถุงน้ำดีติดขัดต่างหาก
เมื่อไหร่ที่เรียกว่าถุงน้ำดีอักเสบและอันตราย
ถ้าก้อนนิ่วไปอุดตันค้างอยู่นานๆ จนน้ำดีไหลออกไม่ได้ จะเกิดการติดเชื้อและอักเสบตามมา อาการจะรุนแรงขึ้นทันทีด้วยการมีไข้สูงหนาวสั่น ตัวเหลืองตาเหลือง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าดีซ่าน หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที เพราะถุงน้ำดีอาจเน่าหรือแตกทะลุได้
ใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังโรคนิ่วในถุงน้ำดีเป็นพิเศษ
ในทางการแพทย์มักจะมีคำจำกัดความกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้จำง่ายๆ ว่า 4F ได้แก่
- Female (ผู้หญิง): ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพศหญิงมีส่วนเพิ่มคอเลสเตอรอลในน้ำดี ทำให้ผู้หญิงเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายถึง 2-3 เท่า
- Forty (อายุ 40 ปีขึ้นไป): เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการละลายไขมันและกระบวนการทำงานของตับและถุงน้ำดีจะลดลง
- Fat (น้ำหนักเกินหรืออ้วน): คนที่มีน้ำหนักตัวเกินจะมีระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูงกว่าปกติ
- Fertile (มีบุตรหลายคน): การตั้งครรภ์ทำให้การบีบตัวของถุงน้ำดีช้าลง น้ำดีจึงคั่งค้างและตกตะกอนได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ คนที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเกินไปอดอาหารนานๆ ก็ทำให้ไขมันในร่างกายแตกตัวเข้าสู่กระแสเลือดและน้ำดีอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นนิ่วได้เช่นกัน
การวินิจฉัยโรคและการรักษาที่ตรงจุด
เมื่อมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องสงสัยนิ่วในถุงน้ำดี การตรวจที่แม่นยำและรวดเร็วที่สุดคือการทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Ultrasound) ซึ่งจะเห็นก้อนนิ่ว ขนาด และสภาพผนังถุงน้ำดีได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องเจ็บตัว
สำหรับการรักษา หากตรวจพบแล้วไม่มีอาการเลย แพทย์อาจแค่แนะนำให้สังเกตอาการและควบคุมอาหาร แต่ถ้าเริ่มมีอาการปวดบ่อยๆ หรือเกิดภาวะอักเสบ แนวทางมาตรฐานและดีที่สุดในปัจจุบันคือการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก ซึ่งไม่ต้องกังวลว่าไม่มีถุงน้ำดีแล้วจะใช้ชีวิตไม่ได้ เพราะตับยังคงผลิตน้ำดีส่งตรงเข้าลำไส้เล็กเพื่อย่อยอาหารได้ตามปกติ เพียงแต่ช่วงแรกๆ อาจต้องระวังอาหารมันๆ เพื่อให้ร่างกายปรับตัว
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้นิ่วถามหา
แม้บางปัจจัยเรื่องอายุหรือเพศเราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การป้องกันไม่ให้เกิดนิ่วหรือทำให้อาการกำเริบทำได้ไม่ยากครับ
- ลดการกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาหารทอด และของหวานจัด
- กินอาหารให้ตรงเวลาครบทุกมื้อ หลีกเลี่ยงการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักอย่างหักโหม
- เน้นอาหารที่มีกากใยสูง ผัก ผลไม้ และธัญพืช ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอล
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
หากใครที่มีอาการปวดแน่นท้องเรื้อรังหลังกินอาหารมันๆ อย่าเพิ่งนึกถึงแค่โรคกระเพาะ ลองสังเกตตัวเองดูสักนิดหรือมาพบแพทย์เพื่อตรวจอัลตราซาวด์ดูสักครั้ง การรู้ทันปัญหาก่อนที่ถุงน้ำดีจะอักเสบติดเชื้อ จะช่วยให้การรักษาง่ายและปลอดภัยกว่าเดิมมากครับ