ค่ำคืนที่เงียบสงบ หลายครั้งคุณพ่อคุณแม่ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเสียงลมหายใจของลูกน้อย บางครั้งได้ยินเสียงกระเพื่อมไหวรวดเร็ว หรือเห็นหน้าอกของลูกขยับขึ้นลงถี่ๆ จนเกิดความกังวลใจว่าลูกกำลังเผชิญอันตรายอยู่หรือไม่ อาการหายใจเร็วในทารกและเด็กเล็กเป็นหนึ่งในปัญหายอดฮิตที่ทำให้ผู้ปกครองตัดสินใจหอบลูกมาห้องฉุกเฉินตอนกลางดึกเสมอ ซึ่งบางครั้งอาจเป็นเพียงกลไกธรรมชาติของเด็ก แต่ในบางครั้งก็อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคระบบทางเดินหายใจที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ
ในฐานะหมอเด็ก หมอเข้าใจดีถึงความวิตกกังวลนี้ หมอจึงอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาเรียนรู้ วิธีการประเมินและสังเกตอาการหาความผิดปกติของลมหายใจลูกอย่างถูกวิธี เพื่อช่วยให้สามารถประเมินสถานการณ์เบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำว่าเมื่อไหร่ที่ควรรอดูอาการที่บ้าน หรือเมื่อไหร่ที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์
ธรรมชาติลมหายใจของเด็กเล็ก: ทำไมถึงต่างจากผู้ใหญ่?
สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ย่อส่วน ระบบทางเดินหายใจของเด็ก โดยเฉพาะทารกแรกเกิดจนถึงขวบปีแรก ยังพัฒนาเติบโตไม่เต็มที่ ทางเดินหายใจมีขนาดเล็กและสั้นกว่าผู้ใหญ่มาก ส่งผลให้เด็กต้องหายใจถี่และเร็วกว่าผู้ใหญ่เป็นปกติอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ทารกแรกเกิดมักจะมีรูปแบบการหายใจที่ไม่สม่ำเสมอ บางช่วงอาจหายใจเร็ว สลับกับหายใจช้า หรืออาจมีช่วงที่หยุดหายใจไปชั่วขณะสั้นๆ ประมาณ 3-5 วินาที แล้วกลับมาหายใจตามปกติ ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า Periodic Breathing ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่พบได้ทั่วไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จัดว่าเป็นความผิดปกติคือ การหายใจที่เร็วจี๋อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องไม่มีหยุด หรือมีอาการหอบเหนื่อยร่วมด้วย
วิธีนับรอบหายใจของลูกน้อยที่ถูกต้องและแม่นยำ
การจะบอกว่าลูกหายใจเร็วเกินไปหรือไม่นั้น ไม่สามารถใช้เพียงความรู้สึกคาดเดาได้ หมอแนะนำให้ใช้การนับอัตราการหายใจจริงตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ดังนี้
- เลือกช่วงเวลาที่ลูกสงบนิ่ง: การนับที่แม่นยำที่สุดต้องทำตอนที่ลูกกำลังหลับสนิท สงบนิ่ง หรือไม่ได้ร้องไห้ ไม่แนะนำให้นับทันทีหลังลูกเพิ่งกินนมอิ่ม เพิ่งเล่นเหนื่อยๆ หรือกำลังร้องงอแง เพราะช่วงเวลานั้นอัตราการหายใจจะสูงขึ้นชั่วคราวอยู่แล้ว
- สังเกตการขยับของหน้าอกหรือหน้าท้อง: ให้จ้องมองไปที่หน้าอกหรือหน้าท้องของลูก การหายใจเข้าและหายใจออกจนหน้าอกยกขึ้นและยุบลง สองจังหวะนี้รวมกันนับเป็น 1 ครั้ง
- จับเวลาให้ครบ 1 นาทีเต็ม: ข้อนี้สำคัญมาก ห้ามใช้วิธีลัดประเภทนับแค่ 15 วินาทีแล้วนำไปคูณ 4 เด็ดขาด เพราะรูปแบบการหายใจของเด็กเล็กมีความไม่สม่ำเสมอสูง การนับไม่ครบนาทีจะทำให้ผลคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงอย่างมาก
ตารางเทียบเกณฑ์: เท่าไหร่คือปกติ เท่าไหร่คือหายใจเร็วเกินไป?
หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่นับรอบการหายใจของลูกจนครบ 1 นาทีแล้ว ให้นำตัวเลขที่ได้มาเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์ตามช่วงอายุดังต่อไปนี้
- เด็กแรกเกิดถึงอายุน้อยกว่า 2 เดือน: อัตราการหายใจปกติไม่ควรเกิน 60 ครั้งต่อนาที หากนับได้ตั้งแต่ 60 ครั้งขึ้นไป ถือว่าหายใจเร็ว
- เด็กอายุ 2 เดือนถึง 11 เดือน: อัตราการหายใจปกติไม่ควรเกิน 50 ครั้งต่อนาที หากนับได้ตั้งแต่ 50 ครั้งขึ้นไป ถือว่าหายใจเร็ว
- เด็กอายุ 1 ปีถึง 5 ปี: อัตราการหายใจปกติไม่ควรเกิน 40 ครั้งต่อนาที หากนับได้ตั้งแต่ 40 ครั้งขึ้นไป ถือว่าหายใจเร็ว
- เด็กอายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไป: อัตราการหายใจปกติไม่ควรเกิน 30 ครั้งต่อนาที หากนับได้ตั้งแต่ 30 ครั้งขึ้นไป ถือว่าหายใจเร็ว
หากนับแล้วพบว่าตัวเลขคาบเกี่ยว หรือสูงกว่าเกณฑ์เล็กน้อย แนะนำให้นั่งสังเกตต่ออีกสักระยะ แล้วลองนับซ้ำใหม่อีก 1-2 ครั้ง เพื่อความมั่นใจ
มากกว่าแค่ตัวเลข: สัญญาณเตือนทางร่างกายที่บอกว่าลูกกำลังเหนื่อยหอบ
นอกเหนือจากการนับรอบหายใจแล้ว สภาพร่างกายภายนอกของลูกคือสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องมองหาควบคู่กันไป หากลูกมีอาการหายใจเร็วร่วมกับสัญญาณเตือนเหล่านี้ แสดงว่าปอดและกล้ามเนื้อหายใจของลูกกำลังทำงานหนักอย่างมาก
1. อาการอกบุ๋มหรือชายโครงบุ๋ม (Chest Indrawing)
ให้สังเกตบริเวณใต้ซี่โครง ซอกซี่โครง หรือบริเวณคอหอยตรงเหนือนกระดูกหน้าอก หากเวลาลูกหายใจเข้าแล้วผิวหนังบริเวณเหล่านี้บุ๋มลึกลงไปจนเห็นเป็นร่องชัดเจน แสดงว่าลูกต้องใช้แรงมหาศาลในการดึงลมเข้าสู่ปอด ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง
2. ปีกจมูกบานขณะหายใจ (Nasal Flaring)
สังเกตที่บริเวณจมูกของลูก หากพบว่ารูกลีบจมูกทั้งสองข้างขยับบานออกกว้างอย่างเด่นชัดทุกครั้งที่หายใจเข้า เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าร่างกายกำลังพยายามขยายช่องทางเดินหายใจเพื่อรับเอาออกซิเจนเข้าไปให้ได้มากที่สุด
3. มีเสียงครางในลำคอ (Grunting)
หากได้ยินเสียงลมหายใจออกของลูกมีเสียงคล้ายๆ การคราง หรือเสียงเอี๊ยดเบาๆ ในคอ (คล้ายเสียงบีบของเล่นมีลม) เกิดจากร่างกายพยายามปิดกล่องเสียงเพื่อกักลมไว้ในปอดให้นานขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจน มักพบในภาวะปอดอักเสบที่ค่อนข้างรุนแรง
4. สีผิวและริมฝีปากเปลี่ยนไป (Cyanosis)
ลองสังเกตสีผิวบริเวณรอบริมฝีปาก ปลายลิ้น หรือเล็บมือเล็บเท้า หากเริ่มเปลี่ยนจากสีชมพูเป็นสีซีดเทา หรือมีสีเขียวคล้ำ แสดงว่าร่างกายเริ่มขาดออกซิเจนอย่างรุนแรงแล้ว
อาการแบบไหนที่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอ?
หากประเมินแล้วพบอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ขอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่รีบพาลูกไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงตอนเช้า หรือรอสังเกตอาการต่อที่บ้าน
- ลูกหายใจเร็วเกินเกณฑ์มาตรฐานตามช่วงอายุร่วมกับมีอาการอกบุ๋มอย่างชัดเจน
- มีไข้สูงลอย และมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมกินนม ไม่ยอมกินน้ำ หรือมีอาการป้อนอะไรก็อาเจียนออกหมด
- ได้ยินเสียงหายใจหวีด (Wheezing) หรือเสียงครืดคราดรุนแรงในหน้าอก
- ลูกมีอาการกระสับกระส่าย กระวนกระวาย หรือในทางกลับกันคือดูอ่อนปวกเปียก ปลุกตื่นยาก
- ริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ
การสังเกตลมหายใจของลูกรักอาจดูเหมือนยากในตอนแรก แต่หากคุณพ่อคุณแม่ฝึกฝนวิธีนับและรู้จุดสังเกตที่ถูกต้องตามที่หมอได้แนะนำไปข้างต้น จะช่วยลดความตื่นตระหนก และช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีสติ ซึ่งสิ่งนี้คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการปกป้องสุขภาพและชีวิตของลูกน้อยได้อย่างทันท่วงที