ช่วงนี้เวลามีคนไข้มาตรวจสุขภาพประจำปี หลายคนมักจะกังวลเรื่องไขมันในเลือด น้ำตาล หรือตับไตกันเป็นหลัก แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่หมอมักจะสะกิดเตือนอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะคนที่ชอบกินอาหารทะเลเป็นชีวิตจิตใจ หรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง นั่นก็คือเรื่องของโลหะหนักในร่างกายครับ
เวลาที่เราพูดถึงสารพิษจำพวกโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม หรือสารหนู หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือคิดว่าเป็นเรื่องของโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว สารเหล่านี้แอบปะปนมากับสิ่งที่เรากิน หายใจ หรือสัมผัสอยู่ทุกวันโดยที่เราไม่รู้ตัวเลยครับ
โลหะหนักพวกนี้แอบเข้ามาร่างกายเราทางไหนได้บ้าง?
พอมันเข้ามาแล้วไปไหนต่อ? ร่างกายมนุษย์เราไม่ได้ออกแบบมาเพื่อขับโลหะหนักออกได้ง่ายๆ ครับ เมื่อเราได้รับสะสมเข้าไปทีละน้อยจากอาหาร น้ำดื่ม หรือแม้แต่ฝุ่นควัน สารเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด แล้วเดินทางไปสะสมตามอวัยวะสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นกระดูก ตับ ไต และที่น่ากลัวที่สุดคือสมองและระบบประสาท
แหล่งหลักๆ ที่เรามักจะรับเข้ามาโดยไม่รู้ตัว ได้แก่:
- อาหารทะเลบางชนิด: โดยเฉพาะปลาทะเลขนาดใหญ่ เช่น ปลาฉลาม ปลาอินทรีย์ หรือปลาทูน่า ที่มักจะมีสารปรอทสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อตามห่วงโซ่อาหาร
- ผักผลไม้ที่มีสารเคมีตกค้าง: หากล้างทำความสะอาดไม่ดีพอ สารโลหะหนักจากปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงอาจเข้าสู่ร่างกายได้
- ภาชนะใส่ออาหารบางประเภท: หม้อ กระทะ หรือภาชนะเคลือบเซรามิกราคาถูกที่มีสารตะกั่วหรือแคดเมียมปนเปื้อนและหลุดลอกออกมาปนเปื้อนในอาหาร
- สิ่งแวดล้อมและการทำงาน: การสูดดมควันไอเสียรถยนต์ หรือการทำงานในโรงงานที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีโดยตรง
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าร่างกายเริ่มรับไม่ไหว
การสะสมของโลหะหนักในระยะแรกมักจะไม่มีอาการชัดเจนครับ คนไข้ส่วนใหญ่มักจะมาด้วยอาการเรื้อรังที่หาสาเหตุไม่ค่อยเจอ เช่น อ่อนเพลียเรื้อรัง ปวดหัวบ่อย สมองตื้อคิดอะไรไม่ออก ผิวหนังอักเสบ หรือมีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาจส่งผลให้การทำงานของไตเสื่อมลง หรือเกิดปัญหาทางระบบประสาทตามมาในระยะยาวได้
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไร เพื่อลดความเสี่ยงในการสะสมสารพิษ
ข่าวดีคือ ร่างกายของเรามีกลไกธรรมชาติในการขับสารพิษอยู่แล้วครับ หน้าที่ของเราคือช่วยลดการรับเพิ่ม และสนับสนุนกระบวนการขับพิษตามธรรมชาติให้ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งหมอแนะนำแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้ครับ
เลือกกินอาหารให้ฉลาดและหลากหลาย
การกินอาหารเดิมซ้ำๆ ทุกวัน ทำให้เราได้รับสารพิษชนิดเดิมสะสมปริมาณมาก ลองเปลี่ยนมาสลับหมุนเวียนเมนูอาหาร เลี่ยงการกินปลาทะเลขนาดใหญ่ติดต่อกันทุกมื้อ และที่สำคัญคือต้องล้างผักผลไม้ให้สะอาดจริงๆ โดยการแช่น้ำด่างทับทิม หรือล้างผ่านน้ำไหลนานๆ เพื่อลดสารเคมีตกค้าง
เน้นอาหารที่ช่วยขับสารพิษตามธรรมชาติ
ธรรมชาติสร้างพืชผักบางชนิดมาเพื่อช่วยเราครับ เช่น ผักตระกูลกะหล่ำ บร็อกโคลี่ กระเทียม และหัวหอม ซึ่งมีสารประกอบกำมะถันที่ช่วยตับในการขับโลหะหนัก รวมถึงการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อช่วยให้ไตทำงานขับของเสียออกจากกระแสเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตรวจสอบความปลอดภัยของเครื่องครัว
หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะเก่าที่ลอกร่อน ภาชนะเคลือบสีสันฉูดฉาดที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือหม้ออลูมิเนียมเก่าๆ ที่อาจปล่อยโลหะปนเปื้อนลงในอาหารระหว่างการปรุงด้วยความร้อนสูง
เมื่อไหร่ควรมาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็กระดับโลหะหนัก
หากใครที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม กินอาหารทะเลทุกมื้อ หรือมีอาการเรื้อรังที่ตรวจหาสาเหตุทั่วไปไม่พบ การตรวจเลือดเพื่อวัดระดับโลหะหนัก (Heavy Metal Panel) ถือเป็นทางเลือกที่ดีครับ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าร่างกายมีสารพิษสะสมอยู่มากน้อยแค่ไหน และหาแนวทางดูแลรักษาได้อย่างตรงจุดก่อนที่จะสายเกินไป