เวลาเกิดอุบัติเหตุรถล้ม ชนกระแทก หรือเดินสะดุดจนผิวหนังไปครูดกับพื้นถนน สิ่งแรกที่หลายคนมักกังวลนอกจากความเจ็บปวดก็คือ กลัวแผลจะอักเสบ เป็นหนอง หรือทิ้งรอยแผลเป็นน่าเกลียดไว้ดูต่างหน้า ในฐานะหมอที่เจอเคสแผลอุบัติเหตุและแผลถลอกเข้ามาทำแผลที่คลินิกอยู่ทุกวัน บอกได้เลยว่า การดูแลแผลอุบัติเหตุและแผลถลอก ตั้งแต่วันแรกๆ ที่เกิดเรื่อง มีผลอย่างมากต่อความเร็วในการหายของผิวหนัง
ล้างแผลอย่างไรให้ถูกต้อง: ก้าวแรกที่สำคัญที่สุด
หลายคนพอได้แผลมาปุ๊บ มักจะรีบวิ่งไปหาแอลกอฮอล์หรือทิงเจอร์สีแดงมาเทราดลงบนแผลทันที เพราะคิดว่าแสบแปลบแปลบแสดงว่าฆ่าเชื้อได้ดี แต่จริงๆ แล้ววิธีนี้ทำร้ายเซลล์ผิวหนังที่กำลังสร้างตัวขึ้นมาใหม่โดยไม่รู้ตัว
สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อมีแผลถลอกคือการใช้น้ำสะอาดและสบู่สูตรอ่อนโยนล้างคราบดิน ฝุ่น ทราย หรือสิ่งสกปรกที่ฝังอยู่ตามผิวหนังออกให้หมด แม้จะเจ็บหน่อยแต่ต้องกลั้นใจทำ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกฝังตัวกลายเป็นรอยแผลเป็นสีดำฝังลึก หลังจากนั้นซับแผลให้แห้งด้วยผ้าสะอาดเบาๆ และใช้น้ำเกลือล้างแผลทางการแพทย์เช็ดทำความสะอาดซ้ำอีกรอบ หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์ล้างแผลโดยตรงกับเนื้อเยื่ออ่อน เพราะจะทำให้แผลหายช้าลง
ยาฆ่าเชื้อและยาทาแผล: เลือกใช้อย่างไรไม่ให้แผลอุดตัน
เมื่อทำความสะอาดแผลเรียบร้อยแล้ว คำถามถัดมาคือต้องทายาอะไรบ้าง? สำหรับแผลถลอกตื้นๆ ไม่ลึกมาก แนะนำให้ใช้ขี้ผึ้งปฏิชีวนะบางๆ ทาเพื่อรักษาความชุ่มชื้นและป้องกันเชื้อแบคทีเรีย แต่ไม่ต้องโบกหนาจนเกินไป
ข้อควรระวังคือ หลีกเลี่ยงการใช้ยาผงโรยแผลเด็ดขาด เพราะผงยาเหล่านี้เมื่อเจอเข้ากับน้ำเหลืองจะจับตัวกันเป็นก้อนแข็งติดกับเนื้อแผล ทำให้เวลาเปลี่ยนผ้าก๊อซทีไรต้องมานั่งลอกสะเก็ดแผลออก เลือดซิบ และเจ็บซ้ำสองแผลเดิม แถมยังทำให้แผลหายช้าและเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นนูนอีกด้วย
การปิดแผลและการเลือกใช้วัสดุ: ปิดแบบไหนแผลถึงแห้งไว
บางคนเข้าใจว่าแผลถลอกต้องปล่อยให้โดนลมแห้งๆ สะเก็ดถึงจะหลุดเร็ว ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ในทางการแพทย์ปัจจุบัน เราพบว่าแผลที่ถูกรักษาให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชุ่มชื้นพอเหมาะ (Moist Wound Healing) จะช่วยให้เซลล์ผิวหนังใหม่เจริญเติบโตและเคลื่อนตัวมาปิดปากแผลได้เร็วกว่าแผลที่ปล่อยให้แห้งจนตกสะเก็ดแข็ง
ดังนั้น หากแผลมีน้ำเหลืองซึม ควรปิดด้วยผ้าก๊อซที่สะอาด หรือเลือกใช้แผ่นปิดแผลชนิดไฮโดรคอลลอยด์ (Hydrocolloid dressing) สำหรับแผลถลอกที่ไม่ลึกมาก ซึ่งช่วยดูดซับสารคัดหลั่ง ป้องกันน้ำ และไม่ต้องเปลี่ยนผ้าบ่อยๆ ช่วยลดความเจ็บปวดเวลาทำแผลได้ดีทีเดียว แต่ถ้าแผลเริ่มแห้งและไม่มีน้ำเหลืองแล้ว ก็สามารถเปิดแผลให้โดนอากาศได้บ้างเพื่อให้ผิวหนังคืนตัวตามธรรมชาติ
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าแผลเริ่มไม่ปกติและควรมาพบแพทย์
โดยทั่วไปแผลถลอกและแผลอุบัติเหตุขนาดเล็กมักจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน แต่ถ้าดูแลตัวเองที่บ้านแล้วเจออาการเหล่านี้ อย่ารอช้า รีบมาหาหมอเพื่อตรวจดูอาการอย่างละเอียดทันที
- ปวดบวมมากขึ้นเรื่อยๆ: จากเดิมที่ควรจะค่อยๆ ทุเลา กลับปวดตุบๆ หนักขึ้น หรือบวมแดงลามออกไปรอบตัวแผล
- มีหนองหรือกลิ่นเหม็น: พบสารคัดหลั่งเปลี่ยนเป็นสีเหลืองข้น สีเขียว หรือมีกลิ่นเน่า ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย
- มีไข้ร่วมด้วย: รู้สึกตัวร้อน หนาวสั่น อ่อนเพลีย ซึ่งแสดงว่าการติดเชื้อเริ่มกระจายเข้าสู่กระแสเลือด
- แผลไม่ยอมแห้งหรือปิดสนิท: ผ่านไปเกินหนึ่งสัปดาห์แล้วแผลยังเยิ้มและไม่มีทีท่าว่าจะตื้นขึ้น
การดูแลตัวเองระหว่างรอแผลหาย: อาหารและกิจกรรมที่ควรเลี่ยง
การซ่อมแซมผิวหนังที่เสียหายต้องอาศัยสารอาหารที่ดี ช่วงนี้ควรเน้นทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อปลา ไข่ ไก่ เพื่อให้ร่างกายนำกรดอะมิโนไปสร้างเนื้อเยื่อใหม่ รวมถึงผักผลไม้ที่มีวิตามินซีและสังกะสีสูง ซึ่งช่วยเรื่องการสมานแผล
ในส่วนของกิจกรรม ควรหลีกเลี่ยงการแช่น้ำในสระว่ายน้ำหรือแหล่งน้ำธรรมชาติจนกว่าแผลจะปิดสนิท เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคที่มากับน้ำ และพยายามระมัดระวังไม่ให้เสื้อผ้าเสียดสีกับบริเวณแผลโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้สะเก็ดแผลหลุดก่อนเวลาอันควร การใส่ใจดูแลความสะอาดในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ จะช่วยให้แผลอุบัติเหตุหายเป็นปกติและกลับมามีผิวเรียบเนียนได้เร็วที่สุด