ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก เดี๋ยวลมหนาวมาเยือน คนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจมักจะบ่นว่ามีอาการไอ เจ็บคอ หรือเป็นไข้หวัดกันบ่อยขึ้น และคำถามที่หมอมักจะได้ยินอยู่เสมอคือ ทำไมปีที่แล้วก็เพิ่งฉีดวัคซีนไป ทำไมปีนี้ต้องมาฉีดใหม่อีกแล้ว วันนี้หมอเลยอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันแบบสบายๆ เหมือนพี่น้องคุยกันครับ
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ไม่เคยหยุดนิ่ง เปลี่ยนหน้าตาเก่งทุกปี
สาเหตุหลักที่เราต้องรับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่กันทุกปี ไม่ใช่เพราะว่าตัววัคซีนหมดฤทธิ์คุ้มครองไปเสียทีเดียว แต่เป็นเพราะตัวเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เนี่ยเขาเก่งมากครับ เขามีการกลายพันธุ์หรือเปลี่ยนสายพันธุ์ (Strain Shift) อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของมนุษย์เราได้เก่งขึ้น
องค์การอนามัยโลกหรือ WHO เขาจึงต้องคอยคาดการณ์ล่วงหน้าว่า ในแต่ละปีสายพันธุ์ไหนกำลังจะระบาด แล้วสั่งให้บริษัทผู้ผลิตปรับสูตรวัคซีนใหม่ให้ตรงกับสายพันธุ์เหล่านั้น ดังนั้น วัคซีนของปีที่แล้ว จึงป้องกันเชื้อของปีนี้ได้ไม่ดีเท่าที่ควร การมารับเข็มกระตุ้นประจำปีจึงเปรียบเสมือนการอัปเดตซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสในร่างกายให้ทันสมัยอยู่เสมอนั่นเองครับ
ใครบ้างที่หมออยากแนะนำให้รีบมาฉีดก่อนใคร
จริงๆ แล้วการฉีดวัคซีนนี้มีประโยชน์กับทุกคนในครอบครัว แต่จะมีกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่มที่ถ้าติดเชื้อไวรัสตัวนี้ขึ้นมา อาการมักจะรุนแรงกว่าคนทั่วไป มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างปอดบวม หรือทำให้อาการโรคประจำตัวกำเริบ กลุ่มเหล่านี้จึงควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษครับ ได้แก่
- เด็กเล็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนจนถึง 5 ขวบ
- ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
- หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ ไตวาย หลอดเลือดสมอง เบาหวาน หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานหรือโรคอ้วน
ช่วงเวลาทองของการฉีดวัคซีนให้ได้ผลคุ้มค่าที่สุด
หลายคนชอบถามว่าควรมาฉีดช่วงเดือนไหนดี หมอแนะนำว่าประเทศไทยเรามีโรคไข้หวัดใหญ่ระบาดเด่นชัดในช่วงฤดูฝนและช่วงหน้าหนาว ดังนั้น ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการมารับวัคซีนคือ ก่อนเข้าสู่ฤดูฝน (ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน) และก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว (ประมาณเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน)
หลังจากที่เราฉีดวัคซีนไปแล้ว ร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ในการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับโรค การมาฉีดในช่วงเวลาก่อนฤดูระบาดจึงช่วยให้ร่างกายมีความพร้อมเต็มที่ในการรับมือกับเชื้อโรคที่จะเข้ามา
เตรียมตัวอย่างไรก่อนและหลังเดินมารับวัคซีนที่คลินิก
การเตรียมตัวก่อนมาฉีดไม่มีอะไรยุ่งยากเลยครับ แค่พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับให้เต็มอิ่ม ดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ และถ้าวันไหนมีไข้สูง หรือรู้สึกไม่สบายตัวอย่างรุนแรง เลื่อนนัดออกไปก่อนจนกว่าจะหายดีค่อยมาฉีด
ส่วนอาการหลังฉีดที่พบบ่อยคือ มีอาการปวด บวม แดงตรงบริเวณต้นแขนที่ฉีด หรืออาจจะมีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวได้นิดหน่อย อาการเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติที่ร่างกายกำลังตอบสนองต่อวัคซีนครับ สามารถทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ และอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นเองภายใน 1 ถึง 2 วัน
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับวัคซีนที่พบบ่อย
หมอขอเคลียร์ชัดๆ ตรงนี้เลยนะครับว่า การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ไม่สามารถทำให้เราเป็นโรคไข้หวัดใหญ่จากตัววัคซีนได้ เพราะเชื้อโรคในวัคซีนถูกทำให้ตายหรืออ่อนฤทธิ์ลงจนไม่สามารถก่อโรคได้แล้ว หากใครฉีดไปแล้วรู้สึกมีไข้ต่ำๆ หรือปวดเมื่อย นั่นคือปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่ตัวโรคครับ และที่สำคัญ วัคซีนนี้ป้องกันได้เฉพาะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่นะครับ ไม่รวมถึงไข้หวัดธรรมดาจากเชื้อไวรัสตัวอื่น ดังนั้น ฉีดแล้วก็ยังมีโอกาสเป็นหวัดธรรมดาได้ แต่รับรองว่าความรุนแรงจะน้อยกว่าแน่นอนครับ