ลองจินตนาการถึงวันที่ต้องเข้าห้องน้ำวันละหลายๆ รอบ ในช่วงแรกอาจจะคิดว่าเป็นแค่เรื่องถ่ายท้องธรรมดาจากการกินอาหารไม่สะอาด แต่พอเวลาผ่านไปเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน อาการถ่ายเหลวก็ยังไม่หายไป ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ เริ่มสังเกตเห็นมูกใสๆ หรือมูกสีขาวขุ่น ปนออกมาพร้อมกับคราบเลือดสดหรือเลือดสีแดงเข้มในอุจจาระ
หมออยากจะบอกว่า อาการท้องเสียเรื้อรังและมีมูกเลือดปน ไม่ใช่อาการท้องเสียจากการกินอาหารเป็นพิษทั่วไปที่สามารถปล่อยให้หายเองได้ แต่นี่คือสัญญาณเตือนสำคัญจากระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ ที่กำลังบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นภายใน
ทำไมถึงท้องเสียเรื้อรัง และมูกเลือดมาจากไหน?
โดยทั่วไป หากถ่ายเหลวติดต่อกันเกิน 4 สัปดาห์ ทางการแพทย์จะถือว่าเป็นอาการท้องเสียเรื้อรัง ส่วนการที่มีมูกเลือดปนออกมาด้วยนั้น อธิบายกลไกได้ดังนี้
- มูก (Mucus): ปกติเยื่อบุลำไส้ใหญ่จะสร้างมูกใสๆ ออกมาเพื่อหล่อลื่นและปกป้องผนังลำไส้อยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดการอักเสบ หรือถูกระคายเคืองอย่างรุนแรง ลำไส้จะหลั่งมูกออกมามากกว่าปกติจนเห็นได้ชัดในอุจจาระ
- เลือด (Blood): การมีเลือดปนออกมา แสดงว่าเยื่อบุผนังลำไส้เกิดแผล มีการฉีกขาด หรือมีหลอดเลือดฝอยแตก ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งแผลอักเสบ ติ่งเนื้อ หรือเนื้องอก
สงสัยไหมว่า... อาการแบบนี้กำลังบอกถึงโรคอะไรได้บ้าง
เมื่อคนไข้มาพบหมอด้วยอาการถ่ายเหลวเรื้อรังร่วมกับมีมูกเลือด หมอจะต้องทำการตรวจวินิจฉัยแยกโรคอย่างละเอียด เนื่องจากสาเหตุเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้
1. โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease - IBD)
โรคกลุ่มนี้เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ไปทำลายเยื่อบุลำไส้ตัวเอง แบ่งออกเป็น 2 โรคหลักๆ คือ โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง (Ulcerative Colitis) ซึ่งมักทำให้เกิดแผลและเลือดออกที่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย และโรคโครห์น (Crohn's Disease) ที่สามารถเกิดการอักเสบได้ตลอดระบบทางเดินอาหาร คนไข้มักมีอาการปวดเกร็งท้อง ถ่ายมีมูกเลือด น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย
2. การติดเชื้อเรื้อรังในระบบทางเดินอาหาร
เชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น Shigella, Salmonella, Campylobacter หรือเชื้อปรสิตอย่างบิดมีตัว (Amoebiasis) สามารถบุกรุกและทำลายเยื่อบุลำไส้ ทำให้เกิดแผล ถ่ายเป็นมูกเลือด และมีไข้ต่ำๆ ท้องเสียเรื้อรังได้ หากไม่ได้รับการรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อที่ถูกต้อง
3. ติ่งเนื้อหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Polyps or Colorectal Cancer)
นี่คือสาเหตุสำคัญที่หมอต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 45-50 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง ก้อนเนื้อหรือติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่สามารถเบียดและแตกจนทำให้มีเลือดและมูกออกมาปนกับอุจจาระได้ อาการมักค่อยเป็นค่อยไป อุจจาระอาจมีขนาดเล็กลง หรือมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย
4. ภาวะลำไส้ขาดเลือด (Ischemic Colitis)
เกิดจากเลือดไปเลี้ยงผนังลำไส้ใหญ่ไม่เพียงพอ มักพบในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหลอดเลือด ทำให้ผนังลำไส้อักเสบและเกิดแผล มีอาการปวดท้องฉับพลันตามด้วยการถ่ายเป็นมูกเลือด
ไปพบหมอแล้ว จะต้องตรวจอะไรบ้าง?
เมื่อมาพบแพทย์ หมอจะไม่ได้ให้แค่ยาหยุดถ่ายแล้วส่งกลับบ้าน เพราะการกินยาหยุดถ่ายในกรณีที่มีการติดเชื้อหรือลำไส้อักเสบรุนแรง อาจส่งผลเสียทำให้เชื้อโรคและสารพิษคั่งค้างในลำไส้ได้ การตรวจวินิจฉัยจะเริ่มจาก
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย: ซักถามลักษณะอุจจาระ ความถี่ ระยะเวลาที่เป็น ประวัติการเดินทาง ยาที่ใช้ประจำ และประวัติโรคในครอบครัว
- การตรวจอุจจาระ (Stool Analysis & Culture): เพื่อหาไข่ปรสิต เชื้อแบคทีเรีย หรือเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงในอุจจาระ
- การตรวจเลือด: เช็กภาวะซีด ค่าการอักเสบในร่างกาย และเกลือแร่ในเลือด
- การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy): ถือเป็นวิธีมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ช่วยให้หมอเห็นผนังลำไส้โดยตรง สังเกตตำแหน่งแผล การอักเสบ ติ่งเนื้อ และสามารถตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) ส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันโรคได้อย่างแม่นยำ
การดูแลตัวเองเบื้องต้นระหว่างรอพบแพทย์
หากกำลังประสบปัญหานี้และอยู่ในช่วงรอคิวตรวจ หมอขอแนะนำวิธีปฏิบัติตัวที่ปลอดภัยดังนี้
- จิบผงถ่านชดเชยน้ำและเกลือแร่ (ORS): เลือกชนิดสำหรับผู้ป่วยท้องเสีย เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำและความชุ่มชื้น
- ปรับอาหารเป็นรสอ่อนและย่อยง่าย: ทานข้าวต้ม โจ๊ก เนื้อปลา หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาการของนม ผลไม้สด อาหารที่มีไฟเบอร์สูงมากๆ รวมถึงของทอดของมัน
- งดเว้นเครื่องดื่มกระตุ้นลำไส้: หลีกเลี่ยงกาแฟ ชา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม
- ห้ามซื้อยาหยุดถ่ายกินเองเด็ดขาด: ยาในกลุ่มหยุดถ่ายอาจทำให้อาการแย่ลงได้ หากสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อ
สัญญาณเตือนเร่งด่วนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
หากมีอาการท้องเสียเรื้อรังและมีมูกเลือด ร่วมกับสัญญาณอันตรายต่อไปนี้ ไม่ควรรอให้ถึงวันนัด ให้รีบมาพบแพทย์ในทันที
- มีไข้สูง ถ่ายเป็นเลือดสดในปริมาณมาก
- ปวดเกร็งท้องรุนแรง ท้องแข็งเกร็ง หรือกดเจ็บทั่วท้อง
- น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ diet
- มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม หรือชีพจรเต้นเร็วเนื่องจากเสียเลือด
อาการท้องเสียเรื้อรังและมีมูกเลือดปน ไม่ใช่เรื่องเล็กที่ควรมองข้าม การเข้าได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์อย่างตรงจุด จะช่วยให้หาสาเหตุที่แท้จริงและได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งให้อัตราการรักษาหายขาดหรือควบคุมโรคได้ดีกว่าการปล่อยทิ้งไว้นาน