ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายคนที่เข้ามาคุยกับหมอในห้องตรวจ มักจะเริ่มด้วยประโยคคล้ายๆ กันว่า ตอนแรกคิดว่าแค่ท้องเสียเพราะกินอาหารไม่สะอาดเหมือนทุกครั้ง แต่พอเวลาผ่านไปเป็นสัปดาห์ อาการกลับไม่ยอมหายไป แถมวันดีคืนดีเริ่มสังเกตเห็นมูกเหนียวๆ หรือสายเลือดปนออกมากับอุจจาระ ความกังวลก็เริ่มตามมาทันที

อาการท้องเสียเรื้อรังและมีมูกเลือดปน ไม่ใช่อาการท้องเสียจากการกินของเผ็ดหรืออาหารเป็นพิษทั่วไปที่นอนพัก 2-3 วันก็หาย แต่นี่คือสัญญาณเตือนที่ลำไส้กำลังส่งเสียงบอกเราว่า มีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นข้างใน และจำเป็นต้องได้รับความใส่ใจอย่างจริงจัง

ถ่ายบ่อยแค่ไหน นานเท่าไร ถึงจะเรียกว่า "ท้องเสียเรื้อรัง"?

ในทางการแพทย์ หากมีอาการถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายมีมูกเลือดปน แม้จะเพียงแค่ครั้งเดียวต่อวัน แต่มีอาการต่อเนื่องยาวนานเกิน 4 สัปดาห์ขึ้นไป หมอจะจัดว่าอยู่ในภาวะ ท้องเสียเรื้อรัง

ความแตกต่างสำคัญระหว่างท้องเสียชั่วคราวกับท้องเสียเรื้อรัง คือ อาการเรื้อรังมักเกิดจากการอักเสบ การติดเชื้อที่ซ่อนเร้น หรือความผิดปกติของโครงสร้างเยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่ ไม่ใช่แค่ลำไส้บีบตัวไวชั่วคราว

ทำไมถึงถ่ายมีมูกเลือดปน? เช็กสาเหตุในลำไส้ที่หมอมักจะเจอ

ปกติแล้ว เยื่อบุลำไส้ใหญ่จะสร้างมูกออกมาเพื่อหล่อลื่นอุจจาระอยู่แล้วในปริมาณเล็กน้อยจนเรามองไม่เห็น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ลำไส้เกิดการอักเสบ บาดเจ็บ หรือมีแผล ร่างกายจะสร้างมูกออกมามากกว่าปกติร่วมกับมีเลือดไหลออกจากเส้นเลือดฝอยที่บอบช้ำ สาเหตุหลักๆ ที่หมอมักจะตรวจเจอ ได้แก่

1. โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) ตัวการสำคัญที่พบได้บ่อย

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือ Inflammatory Bowel Disease แบ่งออกเป็น 2 โรคหลัก คือ โรคแผลในลำไส้ใหญ่ (Ulcerative Colitis) และ โรคโครห์น (Crohn's Disease) โรคกลุ่มนี้เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ จนหันกลับมาทำลายเยื่อบุลำไส้ของตัวเอง ทำให้เกิดแผลเป็นเรื้อรัง ถ่ายเป็นมูกเลือด ปวดท้องเกร็ง และมักเป็นๆ หายๆ นานเป็นเดือนหรือเป็นปี

2. มะเร็งลำไส้ใหญ่และติ่งเนื้อในลำไส้ เรื่องใหญ่ที่ต้องคอยระวัง

ก้อนเนื้อหรือติ่งเนื้อ (Polyp) ที่เกิดขึ้นในลำไส้ใหญ่ เมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้น อุจจาระที่เคลื่อนผ่านจะไปเสียดสีจนเกิดแผล ทำให้มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ และอาจรบกวนการทำงานของลำไส้จนทำให้การถ่ายอุจจาระเปลี่ยนไป เดี๋ยวท้องผูก สลับท้องเสีย หรือถ่ายเรื้อรังไม่หยุด

3. การติดเชื้อเรื้อรังในระบบทางเดินอาหาร

เชื้อแบคทีเรียหรือโปรโตซัวบางชนิด เช่น เชื้อบิดมีตัว (Amebiasis) หรือเชื้อวัณโรคลำไส้ สามารถแฝงตัวและทำให้เยื่อบุลำไส้อักเสบเป็นแผลเรื้อรังได้ ส่งผลให้ถ่ายเป็นมูกเลือดต่อเนื่องเรื้อรังคล้ายกับโรคลำไส้อักเสบ

4. ภาวะลำไส้ขาดเลือด (Ischemic Colitis)

มักพบในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหลอดเลือด เมื่อเลือดไปเลี้ยงลำไส้ใหญ่ไม่เพียงพอ เซลล์เยื่อบุลำไส้จะเกิดการหลุดลอกและอักเสบ จนทำให้ปวดท้องฉับพลันและถ่ายเป็นมูกเลือดตามมา

สัญญาณอันตรายแบบไหน ที่ต้องรีบมาพบหมอโดยไว

หมอมักจะเน้นย้ำกับคนไข้เสมอว่า หากมีอาการท้องเสียเรื้อรังและมีมูกเลือดปน ร่วมกับอาการเตือนเหล่านี้ ไม่ควรรอให้หายเองเด็ดขาด:

  • น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้ตั้งใจไดเอตหรือคุมอาหาร
  • มีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูงเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีภาวะซีด อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หน้ามืดง่าย (เกิดจากการเสียเลือดสะสม)
  • ปวดท้องรุนแรง หรือปวดเกร็งจนตื่นขึ้นมาปวดกลางดึก
  • คลำพบก้อนในท้อง หรือรู้สึกถ่ายไม่สุด เหมือนมีอะไรอุดกั้นอยู่ตลอดเวลา
  • เริ่มมีอาการครั้งแรกเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี

ไปหาหมอแล้วจะเจออะไรบ้าง? เปิดขั้นตอนการตรวจหาสาเหตุอย่างตรงจุด

เมื่อมาพบแพทย์ หมอจะไม่ได้แค่จ่ายยาหยุดถ่ายให้แล้วส่งกลับบ้าน เพราะการกินยาหยุดถ่ายในเคสที่มีการติดเชื้อหรือลำไส้อักเสบรุนแรง อาจทำให้อาการแย่ลงได้ การตรวจที่หมอจะทำ ได้แก่:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด: ถามลักษณะอุจจาระ ระยะเวลา ความถี่ และอาการร่วมต่างๆ
  • การตรวจอุจจาระและตรวจเลือด: เพื่อหาการติดเชื้อ เพาะเชื้อ ดูค่าการอักเสบในร่างกาย (CRP/ESR) และเช็กภาวะซีด
  • การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy): นี่คือวิธีมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ที่ช่วยให้หมอเห็นผนังลำไส้ด้านในได้ชัดเจนที่สุด หากพบจุดอักเสบ ติ่งเนื้อ หรือแผล หมอก็สามารถตัดชิ้นเนื้อเล็กๆ (Biopsy) ส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันโรคได้ทันที ซึ่งขั้นตอนการส่องกล้องในปัจจุบันมีการเดินยาชาหรือยาเลือนพะวง ทำให้ไม่เจ็บอย่างที่หลายคนกังวล

ระหว่างรอพบหมอ ควรดูแลตัวเองและกินอาหารอย่างไรไม่ให้ลำไส้พังกว่าเดิม

หากกำลังนัดคิวตรวจ หรืออยู่ระหว่างรอผลการวินิจฉัย การดูแลระบบทางเดินอาหารให้ระคายเคืองน้อยที่สุดเป็นสิ่งสำคัญมาก:

  • จิบน้ำผงชดเชยเกลือแร่ (ORS) เรื่อยๆ: หลีกเลี่ยงเกลือแร่สำหรับผู้เล่นกีฬา เพราะมีความเข้มข้นของน้ำตาลสูงเกินไป ซึ่งจะยิ่งดึงน้ำเข้าลำไส้และทำให้ท้องเสียหนักกว่าเดิม
  • ปรับอาหารเป็นกลุ่ม Digestible & Low Residue: กินอาหารย่อยง่าย กากใยต่ำ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ต้มจืด ต้มฟัก เนื้อปลา หรืออกไก่ต้ม
  • งดอาหารที่กระตุ้นการอักเสบ: หลีกเลี่ยงนม ผลิตภัณฑ์จากนม อาหารมันจัด เผ็ดจัด ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ และน้ำตาลเปลี่ยนรูปทุกชนิด
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาหยุดถ่ายกินเอง: ยาในกลุ่มกดการบีบตัวของลำไส้ (เช่น Loperamide) อาจกักเก็บเชื้อโรคหรือสารพิษไว้ในลำไส้นานขึ้น จนเกิดภาวะลำไส้ขยายตัวผิดปกติและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

หมอยากให้จำไว้ว่า อาการท้องเสียเรื้อรังและมีมูกเลือดปน ไม่ใช่เรื่องปกติที่ควรมองข้ามหรือคิดไปเองว่าเดี๋ยวก็ หาย การรีบมาพบแพทย์ทางเดินอาหารเพื่อหาสาเหตุตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ได้รับการรักษาตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาลดการอักเสบ ยาปฏิชีวนะ หรือการตัดติ่งเนื้อก่อนที่จะกลายเป็นโรคร้ายแรง ซึ่งจะช่วยคืนคุณภาพชีวิตและสุขภาพลำไส้ที่แข็งแรงกลับมาได้เร็วที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down