ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หากกำลังเจอปัญหาถ่ายท้องบ่อยติดต่อกันนานเกิน 4 สัปดาห์ และเริ่มสังเกตเห็นว่าอุจจาระมีมูกเหนียวๆ หรือมีเลือดสดปนออกมาด้วย อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติของระบบขับถ่ายทั่วไปอย่างแน่นอน โดยปกติแล้ว อาการท้องเสียจากการกินอาหารผิดสุขลักษณะมักจะหายได้เองภายใน 2-3 วัน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มี อาการท้องเสียเรื้อรังและมีมูกเลือดปน นั่นเป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่าเยื่อบุผนังลำไส้กำลังเกิดการอักเสบ เป็นแผล หรือมีความผิดปกติบางอย่างที่ต้องการการตรวจหาสาเหตุอย่างจริงจัง

ท้องเสียเรื้อรัง แถมถ่ายมีมูกเลือด เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง?

เวลาที่มีคนไข้มาพบหมอด้วยอาการลักษณะนี้ หมอจะไม่ได้มองแค่เรื่องอาหารเป็นพิษทั่วไป แต่จะพิจารณาถึงกลุ่มโรคที่ทำให้เกิดแผลและการอักเสบในลำไส้ใหญ่เป็นหลัก ซึ่งสาเหตุที่พบได้บ่อย มีดังนี้

1. โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease: IBD)

โรคในกลุ่มนี้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ จนหันกลับมารอบทำร้ายเซลล์เยื่อบุลำไส้ของตัวเอง ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและเป็นแผล โดยแบ่งออกเป็น 2 โรคหลักๆ คือ

  • โรคแผลในลำไส้ใหญ่ (Ulcerative Colitis): มักมีการอักเสบต่อเนื่องบริเวณเยื่อบุลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้มีอาการปวดเกร็งท้อง ถ่ายบ่อย อุจจาระเหลวปนปนมูกและเลือดสด
  • โรคโครห์น (Crohn's Disease): สามารถเกิดการอักเสบได้ตลอดทางเดินอาหาร ตั้งแต่ปากจนถึงรูตูด และมักซึมลึกถึงชั้นผนังลำไส้ ทำให้เกิดแผลเป็นร่องลึก ปวดท้องเรื้อรัง และถ่ายมีมูกเลือดได้เช่นกัน

2. การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารชนิดเรื้อรัง

เชื้อแบคทีเรียหรือปรสิตบางชนิดไม่ได้หายไปได้ง่ายๆ เหมือนไวรัสทั่วไป เช่น เชื้อบิดมีตัว (Amoebic Dysentery) หรือเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Clostridium difficile ที่มักเจริญเติบโตหลังจากได้รับยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน เชื้อเหล่านี้จะเข้าทำลายเยื่อบุลำไส้ ทำให้เกิดแผล ถ่ายเป็นมูกเลือดปน และมีกลิ่นเหม็นรุนแรง

3. เนื้องอกหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่

ก้อนเนื้อหรือติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ที่โตขึ้นเรื่อยๆ อาจเกิดการหลุดลอกหรือถูกก้อนอุจจาระเสียดสีจนเกิดแผลและมีเลือดออกปนมากับมูกได้ หากมีอาการท้องเสียสลับกับท้องผูก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือขนาดของอุจจาระเล็กลงเรื่อยๆ จำเป็นต้องได้รับการตรวจเช็กอย่างเร่งด่วน

4. ภาวะลำไส้ขาดเลือด (Ischemic Colitis)

มักพบในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหลอดเลือด เกิดจากเลือดไปเลี้ยงลำไส้ใหญ่ไม่เพียงพอ ทำให้เยื่อบุลำไส้ขาดอ็อกซิเจนจนเกิดการบวม อักเสบ และมีเลือดออกออกมาพร้อมกับอุจจาระ

อาการแบบไหนที่บอกว่า ลำไส้กำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย?

นอกจากอาการถ่ายมีมูกเลือดแล้ว หากมีอาการร่วมเหล่านี้ หมอแนะนำว่าไม่ควรรอช้า และควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดทันที

  • น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ diet หรือออกกำลังกาย
  • มีไข้ต่ำๆ เรื้อรัง หรือไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีภาวะโลหิตจาง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืดบ่อยๆ
  • ปวดเกร็งท้องอย่างรุนแรง หรือปวดท้องจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก
  • ถ่ายอุจจาระรบกวนการนอนหลับ ต้องลุกมาถ่ายกลางดึกบ่อยครั้ง

หมอมีวิธีวินิจฉัยและหาสาเหตุของอาการนี้อย่างไร?

เนื่องจากอาการท้องเสียเรื้อรังและมีมูกเลือดปนเกิดได้จากหลายสาเหตุ การซักประวัติเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หมอจึงจำเป็นต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อระบุต้นตอของโรคให้แน่ชัด

  • การตรวจอุจจาระ (Stool Test): เพื่อหาการติดเชื้อแบคทีเรีย ปรสิต หรือตรวจดูเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงในอุจจาระ
  • การตรวจเลือด (Blood Test): เช็กค่าการอักเสบในร่างกาย (CRP/ESR) ตรวจภาวะซีด และดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
  • การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy): เป็นวิธีที่ดีที่สุดและแม่นยำที่สุด หมอจะใช้กล้องขนาดเล็กส่องเข้าไปดูผนังลำไส้ใหญ่ทั้งหมด เพื่อมองหาจุดที่มีการอักเสบ แผล ติ่งเนื้อ หรือก้อนเนื้อ พร้อมทั้งสามารถตัดชิ้นเนื้อเล็กๆ (Biopsy) ไปส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้ทันที

ข้อควรปฏิบัติและการดูแลตัวเองเบื้องต้น

ระหว่างที่รอการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ การดูแลระบบทางเดินอาหารอย่างถูกวิธีจะช่วยลดความรุนแรงของอาการลงได้

  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาหยุดถ่ายกินเอง: ยาหยุดถ่ายบางชนิดอาจทำให้เชื้อโรคหรือสารพิษตกค้างอยู่ในลำไส้นานขึ้น จนเกิดอาการลำไส้บวมพองหรือติดเชื้อในกระแสเลือดได้
  • จิบผงชดเชยเกลือแร่ (ORS): เลือกชนิดสำหรับผู้ที่มีอาการท้องเสีย เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่
  • ปรับเรื่องอาหาร: ทานอาหารรสจืด ย่อยง่าย เช่น จ๊อก ข้าวต้ม เลี่ยงอาหารมันจัด เผ็ดจัด อาหารหมักดอง และนมทุกชนิด
  • พักผ่อนให้เพียงพอและลดความเครียด: ความเครียดมีผลโดยตรงต่อการทำงานของลำไส้ และอาจกระตุ้นให้ภาวะลำไส้อักเสบแย่ลงได้

อาการถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยผ่านไปได้เอง หากเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของระบบขับถ่ายที่ยาวนานเกิน 2-4 สัปดาห์ การเข้าพบแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหารเพื่อส่องกล้องหาสาเหตุตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพ และป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนรักษาได้ยากในอนาคต

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down