หมอมักจะมีโอกาสได้คุยกับคุณพ่อคุณแม่หลายคนที่เดินเข้ามาในคลินิกด้วยความกังวลใจคล้ายๆ กัน นั่นคือการสังเกตเห็นลูกชายหรือลูกสาวของตัวเองยืนอยู่หัวแถวเสมอเวลาเข้าแถวที่โรงเรียน หรือเสื้อผ้าตัวเดิมที่ใส่มาเป็นปีก็ยังไม่สั้นลงสักที คำถามที่คุณหมอมักจะถูกถามบ่อยที่สุดก็คือ ลูกตัวเล็กไปไหม หรือมีภาวะการเจริญเติบโตช้าและความสูงไม่เป็นไปตามเกณฑ์หรือเปล่า
เรื่องของความสูงและการเติบโตในเด็กไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามหรือบุคลิกภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพโดยรวมของเด็กที่สำคัญมาก บทความนี้หมอเลยอยากพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างเจาะลึก เพื่อจะได้สังเกตอาการและดูแลลูกได้อย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ
วิธีเช็กง่ายๆ ว่าลูกตัวเล็กเกินไปหรือยัง
การจะดูว่าลูกเราตัวเล็กผิดปกติหรือไม่ ไม่ควรมองด้วยสายตาเพียงอย่างเดียวเพราะเด็กแต่ละคนมีโครงสร้างร่างกายที่ไม่เหมือนกัน วิธีที่เป็นมาตรฐานทางการแพทย์คือการลงข้อมูลบน สมุดบันทึกสุขภาพเด็กหรือกราฟการเจริญเติบโต (Growth Chart)
โดยทั่วไป หมอจะประเมินจาก 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่
- ระดับความสูงเทียบตามอายุและเพศ: หากความสูงของเด็กตกอยู่ต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 3 (3rd percentile) บนกราฟมาตรฐาน หรือต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยเกิน 2 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (2 SD) จะถือว่าเข้าข่ายความสูงไม่เป็นไปตามเกณฑ์
- อัตราความเร็วในการเจริญเติบโต (Growth Velocity): เป็นการดูว่าในแต่ละปีลูกสูงขึ้นกี่เซนติเมตร โดยปกติเด็กวัยประถม (อายุ 4-9 ขวบ) ควรจะมีความสูงเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4-5 เซนติเมตรต่อปี หากสูงขึ้นน้อยกว่า 4 เซนติเมตรต่อปี ถือว่าเป็นสัญญาณที่เริ่มน่ากังวล
ทำไมเด็กบางคนถึงเติบโตช้ากว่าวัย? เจาะลึกสาเหตุที่พบได้บ่อย
ภาวะการเจริญเติบโตช้าและความสูงไม่เป็นไปตามเกณฑ์เกิดได้จากหลายปัจจัย หมอขอแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายดังนี้
1. กลุ่มที่ตัวเล็กตามธรรมชาติหรือเติบโตช้าชั่วคราว
- ตัวเล็กจากพันธุกรรม (Familial Short Stature): คุณพ่อคุณแม่มีโครงสร้างร่างกายตัวเล็ก เด็กกลุ่มนี้จะเติบโตสม่ำเสมอตามเกณฑ์ของตัวเอง ตรวจร่างกายแล้วสมบูรณ์แข็งแรงดีทุกอย่าง และเข้าสู่วัยหนุ่มสาวตามวัยปกติ
- โตช้ากว่าเพื่อนแต่จะไปพุ่งช่วงวัยรุ่น (Constitutional Delay of Growth and Puberty): เปรียบเหมือน ม้าเจ็บตอนต้น ช่วงเด็กจะตัวเล็กกว่าเพื่อนในวัยเดียวกันและเข้าวัยหนุ่มสาวช้ากว่าปกติ แต่เมื่อถึงเวลา ร่างกายจะเจริญเติบโตเร่งขึ้นจนได้ความสูงตามศักยภาพทางพันธุกรรมในที่สุด
2. กลุ่มที่มีปัญหาจากระบบฮอร์โมนและโรคประจำตัว
- การขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone Deficiency): ร่างกายสร้างฮอร์โมนชะลอหรือน้อยกว่าปกติ ทำให้เด็กหยุดสูงหรือสูงช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
- ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน (Hypothyroidism): ฮอร์โมนไทรอยด์มีความสำคัญต่อการพัฒนาของสมองและกระดูก หากขาดไปจะทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก
- โรคเรื้อรังทางร่างกาย: เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจโต โรคระบบการย่อยอาหารและการดูดซึมผิดปกติ ซึ่งทำให้ร่างกายนำสารอาหารไปใช้ได้ไม่เต็มที่
- โภชนาการไม่เพียงพอ: การได้รับโปรตีน พลังงาน หรือวิตามินไม่อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม เมื่อไหร่ที่ควรพาลูกมาพบหมอ
หมอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตอาการของลูก หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรพามาพบแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อเด็กเพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด
- ความสูงของลูกตกเกณฑ์ หรือหลุดออกจากเส้นกราฟการเจริญเติบโตเดิมที่เคยโตตามปกติ
- เด็กอายุ 4 ขวบขึ้นไป แต่มีความสูงเพิ่มขึ้นน้อยกว่า 4 เซนติเมตรต่อปี
- ใส่เสื้อผ้าและรองเท้าขนาดเดิมติดต่อกันนานเกิน 1 ปีโดยไม่มีการเปลี่ยนขนาด
- มีลักษณะตัวเล็กมากเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนจนเห็นได้ชัดเจน
- เด็กมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหนื่อยง่าย ผิวแห้ง ท้องผูกเรื้อรัง หรือมีพัฒนาการด้านอื่นช้ากว่าวัย
คุณหมอตรวจวินิจฉัยและมีวิธีดูแลรักษาอย่างไรบ้าง
เมื่อมาพบหมอ หมอจะทำการซักประวัติการเจริญเติบโตตั้งแต่แรกเกิด ประวัติความสูงของคุณพ่อคุณแม่ วัดส่วนสูงอย่างแม่นยำ และทำการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
- การตรวจอายุกระดูก (Bone Age): เป็นการเอ็กซเรย์ที่มือและข้อมือซ้าย เพื่อนำมาประเมินว่าการพัฒนาของกระดูกไปตามอายุจริงหรือไม่
- การตรวจเลือดและฮอร์โมน: เพื่อดูระดับฮอร์โมนไทรอยด์ ตรวจหาภาวะแอบแฝงอื่นๆ และตรวจระดับฮอร์โมนการเจริญเติบโตหากมีความสงสัย
สำหรับการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่พบ หากเกิดจากโรคเรื้อรังหรือขาดสารอาหาร การรักษาโรคต้นเหตุและการปรับอาหารจะช่วยให้ร่างกายกลับมาโตทันเกณฑ์ได้ แต่หากตรวจพบว่าเกิดจากภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาด้วยการฉีดฮอร์โมนทดแทน ซึ่งได้ผลดีมากหากเริ่มรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่แผ่นการเจริญเติบโตของกระดูกจะปิด
ปรับพฤติกรรมอย่างไรให้ลูกสูงเต็มศักยภาพทางพันธุกรรม
นอกจากการตรวจรักษาทางการแพทย์แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้เองที่บ้านเพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตของลูก ได้แก่
- เข้านอนให้เป็นเวลาและนอนหลับอย่างเพียงพอ: ฮอร์โมนการเจริญเติบโตจะถูกหลั่งออกมามากที่สุดในช่วงที่เด็กหลับสนิท (Deep Sleep) โดยเฉพาะช่วงเวลาประมาณ 22.00 - 02.00 น. จึงควรฝึกให้เด็กเข้านอนก่อน 21.00 น.
- เน้นอาหารที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูง: จัดอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นโปรตีนคุณภาพดี เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ปลา และถั่วชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก
- ส่งเสริมการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกในแนวตั้ง: เช่น การกระโดดเชือก เล่นบาสเกตบอล วิ่ง หรือกระโดดแทรมโพลีน วันละ 30-45 นาที เพื่อกระตุ้นแผ่นการเจริญเติบโตบริเวณข้อต่อกระดูก
- งดการใช้หน้าจอและเครื่องดื่มหวานจัดก่อนนอน: เพราะแสงสีฟ้าและระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไปสามารถรบกวนการหลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโตได้
ภาวะการเจริญเติบโตช้าและความสูงไม่เป็นไปตามเกณฑ์เป็นเรื่องที่คุณแม่คุณพ่อไม่ควรมองข้าม แต่ก็ไม่ควรกังวลจนเกินไป การหมั่นจดบันทึกความสูงและพาลูกไปรับการตรวจสุขภาพตามนัดเป็นประจำ จะช่วยให้เราพบความผิดปกติได้เร็ว และสามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงทีเพื่อให้เด็กทุกคนเติบโตได้อย่างสมบูรณ์และแข็งแรงที่สุด