เวลาไปรับลูกที่โรงเรียน แล้วเห็นลูกยืนต่อแถวเคียงข้างเพื่อนรุ่นเดียวกัน หลายครอบครัวอาจเริ่มสังเกตเห็นความต่างว่า ทำไมลูกเราถึงดูตัวเล็กกว่าเพื่อนในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด เสื้อผ้าชุดเดิมที่ใส่มาเป็นปีก็ยังไม่สั้นลง หรือความสูงไม่เพิ่มขึ้นเลยในรอบปีที่ผ่านมา ความกังวลเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะการเจริญเติบโตช้าและความสูงไม่เป็นไปตามเกณฑ์สมวัยที่ควรรีบหาสาเหตุ
สังเกตอย่างไรว่าลูกเราตัวเล็กเกินไปแล้วจริงๆ?
โดยปกติแล้ว เด็กในแต่ละช่วงวัยจะมีอัตราการเพิ่มความสูงที่ค่อนข้างชัดเจน ในเด็กวัยประถม ความสูงควรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 5-6 เซนติเมตรต่อปี หากพ่อแม่ลองจดบันทึกความสูงทุก 6 เดือน แล้วพบว่าลูกสูงขึ้นน้อยกว่า 4 เซนติเมตรต่อปี หรือตำแหน่งความสูงบนกราฟการเจริญเติบโตตกลงมาเรื่อยๆ นั่นเป็นข้อบ่งชี้สำคัญว่าร่างกายอาจกำลังมีปัญหาเรื่องการเติบโต
การประเมินไม่ได้ดูแค่เทียบกับเพื่อนร่วมห้อง แต่แพทย์จะใช้ สมุดกราฟแสดงการเจริญเติบโต เพื่อดูว่าความสูงของเด็กตกเกณฑ์เปอร์เซ็นไทล์ที่ 3 หรือไม่ ซึ่งหมายความว่าในเด็กวัยเดียวกัน 100 คน ลูกเรามีความสูงอยู่อันดับท้ายๆ 3 คนแรก นั่นคือจุดที่ต้องเริ่มตรวจหาสาเหตุอย่างจริงจัง
ทำไมลูกถึงสูงไม่ทันเพื่อน? สาเหตุที่ซ่อนอยู่มีอะไรบ้าง
ปัญหาเรื่องความสูงไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แม้ว่าส่วนสูงของพ่อแม่จะมีผลมาก แต่ยังมีปัจจัยทางร่างกายอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของเด็ก
พันธุกรรมจากพ่อแม่ หรือโภชนาการที่ยังไม่เต็มที่
บางครอบครัวมีภาวะที่เรียกว่า ภาวะเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าปกติ (Constitutional Delay of Growth) ซึ่งกลุ่มนี้เด็กจะตัวเล็กในช่วงเด็ก แต่จะไปโตพุ่งพรวดในช่วงวัยรุ่นตอนปลายและได้ความสูงตามปกติในที่สุด นอกจากนี้ เรื่องการได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน การขาดโปรตีน หรือวิตามินที่จำเป็นต่อกระดูก ก็ทำให้การเติบโตสะงักลงได้เช่นกัน
ภาวะขาดฮอร์โมนเติบโต และโรคประจำตัวที่อาจมองข้าม
อีกสาเหตุสำคัญคือการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ โดยเฉพาะ ภาวะขาดฮอร์โมนเติบโต (Growth Hormone Deficiency) ซึ่งเกิดจากสมองส่วนต่อมใต้สมองสร้างฮอร์โมนนี้ได้น้อยกว่าปกติ หรือมีปัญหาฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ นอกจากนี้ โรคเรื้อรังบางอย่าง เช่น โรคไต โรคหัวใจ หรือโรคเกี่ยวกับการดูดซึมอาหาร ก็ส่งผลให้ร่างกายนำพลังงานไปใช้ซ่อมแซมส่วนสึกหรอจนไม่เหลือพลังงานสำหรับการเจริญเติบโต
พามาเจอหมอ ต้องตรวจอะไรบ้างถึงจะรู้สาเหตุที่แท้จริง
เมื่อพาเด็กมาพบแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อในเด็ก การตรวจวิเคราะห์จะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด ตั้งแต่พฤติกรรมการนอน อาหารการกิน ไปจนถึงประวัติความสูงของคนในครอบครัว
จากนั้น แพทย์จะทำการ เอ็กซเรย์อายุกระดูก (Bone Age) บริเวณมือและข้อมือซ้าย เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับอายุจริงของเด็ก หากอายุกระดูกช้ากว่าอายุจริงมาก อาจสะท้อนถึงปัญหาด้านฮอร์โมนหรือโภชนาการ และหากสงสัยเรื่องฮอร์โมนเติบโต แพทย์จะทำการเจาะเลือดทดสอบระดับฮอร์โมนด้วยวิธีเฉพาะ เพื่อวางแผนการดูแลให้ตรงจุด
วิธีรักษาและวิธีช่วยเพิ่มความสูงให้ลูกอย่างถูกวิธี
การรับมือกับภาวะนี้ต้องทำควบคู่กันทั้งการปรับพฤติกรรมที่บ้านและการรักษาทางการแพทย์
ปรับพฤติกรรมประจำวัน: นอน ออกกำลังกาย และกินอาหารให้ถูกหลัก
ฮอร์โมนเติบโตจะหลั่งได้ดีที่สุดในช่วงที่หลับสนิท โดยเฉพาะช่วงเวลา 22.00 - 02.00 น. ดังนั้นการฝึกให้เด็กนอนหลับก่อน 4 ทุ่มและนอนหลับยาว 8-10 ชั่วโมงจึงสำคัญมาก ควบคู่กับการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงและแคลเซียมเพียงพอ ร่วมกับการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่อกระดูกชิ้นยาว เช่น กระโดดเชือก บาสเกตบอล หรือว่ายน้ำ อย่างน้อยวันละ 30-45 นาที
การรักษาด้วยฮอร์โมนเติบโต จำเป็นกับเด็กคนไหนบ้าง?
ในกรณีที่ตรวจพบชัดเจนว่ามีภาวะขาดฮอร์โมนเติบโต หรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด การรักษาด้วยการ ฉีดฮอร์โมนเติบโตสังเคราะห์ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ ซึ่งการรักษารูปแบบนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของหมอเด็กด้านต่อมไร้ท่อเท่านั้น และยิ่งเริ่มรักษาได้เร็วตั้งแต่ช่วงก่อนเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ผลลัพธ์ในเรื่องความสูงปลายทางก็จะยิ่งดีขึ้น
อาการแบบไหนที่ควรรีบพาเด็กมาพบแพทย์โดยเร็ว?
หากสังเกตพบว่าลูกมีอาการเหล่านี้ ไม่ควรรอให้เด็กโตไปเองตามธรรมชาติ:
- ความสูงตกลงจากเกณฑ์เดิมบนกราฟการเจริญเติบโตอย่างเห็นได้ชัด
- อัตราการเติบโตช้ากว่า 4 เซนติเมตรต่อปี ในเด็กอายุเกิน 3 ขวบขึ้นไป
- เด็กมีขนาดตัวเล็กกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันมากๆ จนอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ล่างสุดของกราฟ
- มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหนื่อยง่าย ผิวแห้ง ท้องผูกเรื้อรัง หรือพัฒนาการด้านอื่นล่าช้า
การหมั่นสังเกตและลงบันทึกความสูงของลูกเป็นประจำ จะช่วยให้พบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะโอกาสในการแก้ไขความสูงมีจำกัดอยู่แค่ช่วงเวลาก่อนที่แผ่นการเจริญเติบโตของกระดูกจะปิดลงเท่านั้น