เหนื่อยไหมครับกับการรับมือพฤติกรรมลูกวันที่อารมณ์เหวี่ยงวาย?
ในฐานะหมอที่ตรวจพัฒนาการเด็กมาหลายปี สิ่งหนึ่งที่ได้ยินจากคุณพ่อคุณแม่ของเด็กพิเศษบ่อยที่สุดคือ ความรู้สึกหมดแรงและไม่รู้ว่าจะเริ่มจัดการกับพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ของลูกอย่างไรดี บางวันลูกอาละวาดกรีดร้องกลางห้าง บางวันปฏิเสธการทำกิจวัตรประจำวันจนบ้านแทบแตก จนบางครั้งคุณพ่อคุณแม่เองก็น้ำตาตกในด้วยความรู้สึกผิดว่าเราเลี้ยงลูกพลาดตรงไหนหรือเปล่า
อยากบอกให้สบายใจขึ้นก่อนว่า คุณไม่ได้เผชิญเรื่องนี้อยู่คนเดียว และคุณไม่ได้ทำอะไรผิดเลยครับ ลูกไม่ได้ตั้งใจดื้อหรือก้าวร้าว แต่สมองและการรับรู้ของเด็กพิเศษไม่เหมือนเด็กทั่วไป โลกใบนี้บางทีมันเสียงดังเกินไป สว่างเกินไป หรือน่ากลัวเกินไปสำหรับเขา การที่เขาแสดงพฤติกรรมยากๆ ออกมา นั่นคือภาษาเดียวที่เขากำลังบอกเราว่า เขากำลังรับไม่ไหวแล้วต่างหาก
เปลี่ยนมุมมองใหม่: มองข้ามพฤติกรรมแย่ๆ แล้วมองหาความต้องการข้างใน
เวลาที่เราพูดถึง การปรับพฤติกรรมเชิงบวกสำหรับเดกพิเศษ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงการลงโทษ การคาดโทษ หรือการบังคับให้เด็กทำตามกฎ แต่ในทางการแพทย์ปัจจุบัน เราเปลี่ยนมุมมองกันแล้วครับ เราไม่มองว่าเด็กมีปัญหา แต่เรามองว่าเด็กกำลังต้องการความช่วยเหลือ
หลักการง่ายๆ คือ แทนที่เราจะรอให้ลูกทำผิดแล้วค่อยดุ การใช้แนวทางเชิงบวกคือการเข้าไปจับตาดูช่วงเวลาที่ลูกทำตัวดี แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เช่น นั่งนิ่งได้สามวินาที ยื่นของให้แล้วบอกขอบคุณ หรือยอมใส่รองเท้าเอง แล้วชมเขาทันที สมองของเด็กจะหลั่งสารความสุขและจำได้ว่า พฤติกรรมแบบนี้แหละที่ทำแล้วพ่อแม่รักและภูมิใจ
จัดบ้านและตารางชีวิตให้เดาทางง่าย เพื่อลดความวิตกกังวล
เด็กพิเศษส่วนใหญ่มีความเปราะบางต่อความเปลี่ยนแปลง ถ้าวันนี้ตารางชีวิตเปลี่ยนไปโดยไม่บอกล่วงหน้า ความเครียดจะพุ่งสูงจนแสดงออกเป็นพฤติกรรมพังทลาย วิธีแก้คือเราต้องสร้างความคาดเดาได้ให้กับโลกของเขา
- ใช้ตารางภาพหรือตารางเวลา (Visual Schedule): วาดรูปหรือปริ้นท์ภาพกิจกรรมในแต่ละวันติดไว้ที่ผนัง ตื่นนอน แปรงฟัน กินข้าว ไปโรงเรียน การได้เห็นภาพล่วงหน้าจะช่วยให้เขารู้สึกควบคุมชีวิตตัวเองได้และลดความกลัว
- เตือนสติก่อนเปลี่ยนกิจกรรม: อย่าจู่โจมเปลี่ยนเรื่องกระทันหัน ให้ใช้วิธีนับถอยหลัง เช่น อีกห้าหมุนนะลูก เดี๋ยวเราจะไปอาบน้ำกันแล้ว
- สร้างมุมสงบ (Quiet Corner): จัดมุมหนึ่งในบ้านที่ไม่มีเสียงดัง ไม่มีของเล่นเร้าอารมณ์ ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย เมื่อไหร่ที่ลูกเริ่มหงุดหงิด ให้พาไปนั่งพักตรงนั้นโดยไม่ต้องดุว่า เพื่อให้เขากลับมารวบรวมสติ
เมื่อลูกอาละวาดกลางคัน: รับมืออย่างไรไม่ให้สถานการณ์แย่ลง
เวลาเด็กพิเศษเบรกอารมณ์ตัวเองไม่อยู่จนเกิดอาการ Meltdown (สติหลุด ร้องกรี๊ด หรือทำร้ายตัวเอง) สมองส่วนเหตุผลของเขาจะปิดการทำงานไปชั่วคราว ในวินาทีนั้น การดุ ตี หรือพยายามอธิบายด้วยเหตุผลยาวๆ จะยิ่งเหมือนเติมเชื้อไฟลงในกองเพลิง
สิ่งที่หมอแนะนำให้ทำคือ ตั้งสติ หายใจเข้าลึกๆ แล้วลดเสียงตัวเองลงให้เบาที่สุด ตรวจสอบความปลอดภัยรอบตัวว่าเขาจะไม่ทำร้ายตัวเอง แล้วรอคอยอย่างใจเย็น บางครั้งการกอดแน่นๆ (Deep Pressure) หรือการนั่งเงียบๆ อยู่ข้างๆ โดยไม่พูดอะไรเลย จนกว่าพายุอารมณ์จะสงบลง เป็นยาวิเศษที่ดีที่สุดครับ
คำแนะนำจากหมอ: ความสม่ำเสมอและพลังใจของคนเป็นพ่อแม่คือหัวใจสำคัญ
เส้นทางการดูแลเด็กพิเศษไม่ใช่การวิ่งแข่งร้อยเมตร แต่เป็นการวิ่งมาราธอนที่ต้องใช้ความอึด ถึก และทน วันไหนที่รู้สึกเหนื่อยล้าจนอยากยอมแพ้ ให้จำไว้ว่าความพยายามทุกวินาทีที่คุณพ่อคุณแม่ใจเย็นใส่ลูก คือการสร้างรอยหยักในสมองและการเติบโตที่ดีในระยะยาวของเขา การปรับพฤติกรรมต้องใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี ไม่มีทางลัดมหัศจรรย์ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือรอยยิ้มและความสุขของลูกและครอบครัวในอนาคตครับ