เวลาที่เราเห็นเด็กสักคนนั่งเหม่อลอยจำตัวหนังสือไม่ได้ อ่านหนังสือข้ามบรรทัด หรือคิดเลขไม่ออกเลยทั้งที่ตั้งใจแล้ว หลายครั้งผู้ใหญ่มักเผลอดุว่าเด็กขี้เกียจหรือไม่ตั้งใจเรียน แต่ในฐานะหมอที่ตรวจพัฒนาการเด็กมานาน สิ่งที่อยากชวนคุณพ่อคุณแม่มองให้ลึกกว่านั้นคือ น้องอาจไม่ได้เกียจคร้าน แต่อาจกำลังต่อสู้กับ ปัญหาความบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะแอลดี (Learning Disabilities - LD) ซึ่งเป็นความผิดปกติของการทำงานของสมองในการรับข้อมูล แปลผล และแสดงออก ไม่ใช่เรื่องของความฉลาดน้อยแต่อย่างใด
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลูกอาจไม่ได้แค่อ่านหนังสือไม่ออก
อาการของภาวะนี้ไม่ได้แสดงออกเหมือนกันในเด็กทุกคน เพราะความบกพร่องแบ่งออกเป็นหลายด้านตามทักษะที่สมองแต่ละส่วนประมวลผล โดยสังเกตได้จากพฤติกรรมรอบตัวที่โรงเรียนและที่บ้าน
อ่านไม่ออก สะกดไม่ได้ หรือจำคำศัพท์ไม่ได้เลย
กลุ่มนี้คือความบกพร่องด้านการอ่าน หรือ Dyslexia เด็กจะมองเห็นตัวอักษรพลิกกลับด้าน เช่น สลับตัว บ.ใบไม้ กับ ฎ.ชฎา หรืออ่านคำว่า ปลา เป็น ปาล์ม เวลาอ่านมักจะตกหล่นบรรทัด สะกดคำตามเสียงที่ได้ยินไม่ได้ แม้จะท่องจำเท่าไหร่ก็ลืมง่ายเพราะสมองส่วนที่แปลสหัสวรรษของตัวอักษรทำงานไม่เชื่อมโยงกัน
เขียนหนังสือไม่เป็นระเบียบ ตัวอักษรลอยฟ้า หรือปวดมือทุกครั้งที่เขียน
นี่คือความบกพร่องด้านการเขียน หรือ Dysgraphia เด็กกลุ่มนี้จะมีปัญหากล้ามเนื้อมือสัมพันธ์กับสายตา ทำให้การเขียนเป็นเรื่องยากแสนเข็ญ ลายมืออ่านไม่ออก เว้นวรรคผิดๆ ถูกๆ เขียนประโยคสั้นๆ แต่ใช้เวลานานมากจนสมองล้าและไม่อยากจับดินสออีกเลย
จำตัวเลขไม่ได้ ท่องสูตรคูณไม่เข้าหัว และคำ and ความสัมพันธ์ของจำนวนไม่ได้
ในด้านคณิตศาสตร์ หรือ Dyscalculia เด็กจะมีปัญหาในการเข้าใจเรื่องค่าของตัวเลข การคำนวณง่ายๆ หรือการกะระยะเวลา นาฬิกาแบบเข็มคือฝันร้ายของพวกเขา เพราะไม่สามารถเชื่อมโยงตำแหน่งเข็มนาฬิกากับเวลาจริงได้
ทำไมสมองของเด็กกลุ่มนี้ถึงประมวลผลต่างจากเด็กทั่วไป
สาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดู ความบกพร่องทางสายตา หรือระดับสติปัญญาที่ต่ำกว่าเกณฑ์ แต่เกิดจากความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ในโครงสร้างและการทำงานของสมองส่วนที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูล ทางการแพทย์พบว่ามีปัจจัยด้านพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างสูง หรืออาจมีความผิดปกติเล็กน้อยในช่วงที่มารดาตั้งครรภ์หรือคลอด ทำให้การส่งกระแสประสาทในสมองบางจุดไม่ราบรื่นเหมือนเด็กคนอื่น
วิธีดูแลและช่วยเหลือเมื่อลูกเผชิญกับปัญหานี้
ข่าวดีคือ ปัญหาความบกพร่องทางการเรียนรู้ ไม่ใช่โรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย และเด็กกลุ่มนี้มักมีความสามารถพิเศษหรือไอคิวในระดับปกติหรือสูงกว่าปกติด้วยซ้ำ สิ่งสำคัญคือการค้นพบให้เร็วและปรับวิธีเรียนรู้ให้เข้ากับระบบสมองของเด็ก
- ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ: พาไปพบกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หรือนักจิตวิทยาเพื่อทดสอบและวินิจฉัยอย่างแม่นยำ
- ใช้วิธีเรียนรู้ที่หลากหลาย: เปลี่ยนจากการจำตัวหนังสือเป็นการฟังเสียง การใช้ภาพประกอบ หรือการลงมือทำจริงเพื่อให้สมองจดจำผ่านช่องทางอื่น
- สร้างความเข้าใจในโรงเรียน: พูดคุยกับคุณครูเพื่อขอแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล เช่น การให้เวลาทำข้อสอบเพิ่มขึ้น หรืออนุญาตให้ใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์แทนการเขียน
- เสริมกำลังใจที่บ้าน: หลีกเลี่ยงการตำหนิหรือเปรียบเทียบกับพี่น้องหรือเพื่อน ชื่นชมในความพยายามเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกกลับมากล้าเรียนรู้อีกครั้ง
ทางออกระยะยาวเพื่ออนาคตของเด็ก
การปล่อยให้เด็กเผชิญปัญหานี้โดยไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกวิธี อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจ ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกด้อยค่า ซึมเศร้า และไม่อยากไปโรงเรียน แต่ถ้าครอบครัวและโรงเรียนเข้าใจ พร้อมปรับตัวไปพร้อมกัน เด็กกลุ่มนี้จะสามารถเติบโต ใช้ชีวิต เรียนหนังสือในแบบของตัวเอง และประสบความสำเร็จในสังคมได้อย่างแน่นอนครับ