กลางดึกคืนหนึ่ง พ่อแม่หลายคนคงเคยตกใจเมื่อเอามือแตะหน้าผากลูกแล้วพบว่าตัวร้อนจัด พร้อมกับเสียงไอคืดคาด หรือเสียงหายใจครืดคราดที่ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่นอนไม่หลับทั้งคืน อาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็นหวัด ไข้หวัดใหญ่ RSV หรือไวรัสชนิดอื่นๆ ถือเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมากในเด็กเล็ก และสร้างความกังวลใจให้ครอบครัวอยู่เสมอ
ในฐานะหมอเด็ก อยากให้คุณพ่อคุณแม่อุ่นใจไว้ก่อนว่า หากลูกไม่มีอาการรุนแรงหรือไม่มีสัญญาณอันตราย การให้การดูแลอย่างถูกต้องที่บ้านคือหัวใจสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ภูมิคุ้มกันของเด็กต่อสู้กับเชื้อโรค และฟื้นตัวกลับมาสดใสได้เร็วขึ้น บทความนี้หมอจึงสรุปแนวทางการดูแลเด็กป่วยติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่บ้านไว้อย่างละเอียดและทำตามได้ง่าย
ทำไมเด็กเล็กถึงติดเชื้อทางเดินหายใจง่าย และเกิดอะไรขึ้นในร่างกาย?
ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กเล็กยังอยู่ในช่วงพัฒนา และทางเดินหายใจของเด็กยังมีขนาดเล็กมาก เมื่อเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้หลอดลมและเนื้อเยื่อในเยื่อบุจมูกเกิดการอักเสบ บวม และสร้างน้ำมูกหรือเสมหะออกมามากกว่าปกติ
เนื่องจากรูทางเดินหายใจของเด็กยังแคบ การที่มีเสมหะเหนียวข้นเพียงเล็กน้อย หรือการบวมเพียงนิดเดียวของหลอดลม ก็ส่งผลให้เด็กมีอาการแน่นจมูก หายใจเสียงดัง หรือไอมากได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ การเข้าใจกลไกนี้จะช่วยให้เราเน้นการดูแลไปที่การระบายเสมหะ ลดการอักเสบ และประพรมความชื้นให้ทางเดินหายใจของลูก
วิธีรับมือเมื่อลูกตัวร้อน: เช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธี และการใช้ยาที่ปลอดภัย
ไข้คือกลไกธรรมชาติที่ร่างกายใช้ต่อสู้กับเชื้อโรค แต่ถ้าไข้สูงเกินไปอาจทำให้เด็กงอแง อ่อนเพลีย หรือเกิดอาการชักจากไข้สูงได้ โดยเฉพาะในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 5 ปี
เช็ดตัวลดไข้อย่างไรให้ได้ผลจริง
ใช้น้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นนิดๆ ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำผสมแอลกอฮอล์เด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ความร้อนระบายไม่ได้ และอาจทำให้เด็กหนาวสั่น ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด เช็ดเร็วย้อนรูขุมขนขึ้นมาทางหัวใจ เช่น จากปลายมือเข้าหาลำตัว และพักผ้าไว้บริเวณที่มีหลอดเลือดใหญ่ เช่น ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เช็ดต่อเนื่องประมาณ 15-20 นาที
การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล
ควรให้ยาตามน้ำหนักตัวของเด็กเป็นหลัก ไม่ใช่ให้ตามอายุ โดยขนาดที่เหมาะสมคือ 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ทานห่างกันทุก 4-6 ชั่วโมง และไม่ควรกินเกิน 5 ครั้งต่อวัน ข้อควรระวังสำคัญ: ห้ามซื้อยาแอสไพรินหรือยาไอบูโพรเฟนให้เด็กกินเองโดยไม่อยู่ในคำแนะนำของแพทย์ เพราะอาจเกิดอันตรายร้ายแรงได้หากเด็กเป็นไข้เลือดออก
ลูกไอ มีเสมหะ หายใจไม่สะดวก ช่วยบรรเทาอาการอย่างไรให้ลูกนอนหลับสบาย?
อาการไอเป็นกลไกตามธรรมชาติในการขับเสมหะออกจากทางเดินหายใจ ดังนั้นหมอจึงไม่แนะนำให้ซื้อยาลดการไอหรือยากดอาการไอให้เด็กเล็กกินเอง เพราะจะทำให้เสมหะตกค้างอยู่ในคอและค้างในปอดมากขึ้น
- เพิ่มความชื้นในอากาศ: การใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในห้องนอน (Cool-mist humidifier) จะช่วยให้น้ำมูกและเสมหะไม่แห้งกรัง ทางเดินหายใจชุ่มชื้นขึ้น
- ดื่มน้ำอุ่นมากๆ: น้ำคือยาละลายเสมหะที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด การให้ลูกจิบน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องบ่อยๆ จะช่วยให้น้ำมูกและเสมหะเจือจางลง ขับออกมาง่ายขึ้น
- ปรับท่านอน: หนุนหมอนให้ศีรธรรมดาและลำตัวช่วงบนของลูกสูงขึ้นเล็กน้อย จะช่วยลดการไหลย้อนของน้ำมูกลงคอ และช่วยให้หายใจโล่งขึ้นขณะนอนหลับ
- น้ำผึ้งแท้บรรเทาอาการไอ: สำหรับเด็กที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป สามารถให้จิบน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นครึ่งช้อนชาเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอและลดการไอได้ แต่ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีเด็ดขาด เพราะอาจมีสปอร์ของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อเด็กเล็ก
เทคนิคล้างจมูกและดูดน้ำมูก ช่วยให้ลูกหายใจโล่งขึ้น
เมื่อมีน้ำมูกอุดตัน เด็กเล็กจะอึดอัดมากเพราะยังสั่งน้ำมูกเองไม่เป็น การทำความสะอาดโพรงจมูกจึงมีความสำคัญอย่างมาก
สำหรับเด็กทารก ให้ใช้น้ำเกลือหยดจมูกข้างละ 2-3 หยด เพื่อให้น้ำมูกอ่อนตัวลง แล้วใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกค่อยๆ ดูดออก ส่วนเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยและสามารถกลั้นหายใจได้ สามารถใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline 0.9%) ใส่ไซลิงก์ล้างจมูกเพื่อล้างเอาน้ำมูกข้นเหนียว ออกมา จะช่วยลดอาการอุดกั้นและช่วยให้ลูกกินนมหรือกินอาหารได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อลูกไม่ยอมกินข้าว กินน้ำน้อย ป้องกันภาวะขาดน้ำอย่างไร?
เวลาป่วย เด็กๆ มักจะเบื่ออาหาร เจ็บคอ หรือคัดจมูกจนไม่อยากกลืนอะไร คุณพ่อคุณแม่อาจไม่ต้องกังวลเรื่องการกินข้าวมากนักใน 2-3 วันแรก แต่สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ "ภาวะขาดน้ำ"
เน้นให้ลูกดื่มน้ำทีละน้อยๆ แต่จิบถี่ๆ หากเป็นเด็กทารกให้เน้นกินนมแม่หรือนมผงตามปกติ แต่ถ้าเด็กไม่ยอมกินนม อาจเปลี่ยนเป็นจิบน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก (ORS) ร่วมด้วย อาหารควรเป็นอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก น้ำซุป หรือข้าวต้มอุ่นๆ
วิธีเช็กง่ายๆ ว่าลูกได้รับน้ำเพียงพอหรือไม่ ให้สังเกตปัสสาวะของลูก หากปัสสาวะยังมีสีเหลืองอ่อน และลูกปัสสาวะอย่างน้อยทุก 4-6 ชั่วโมง (แพมเพิสเปียกชุ่ม 4-5 ผืนต่อวัน) แสดงว่าร่างกายยังได้รับน้ำเพียงพอ
อาการแบบไหนของลูกป่วย ที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที?
แม้ว่าโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังสัญญาณอันตรายเหล่านี้ตลอดเวลา หากพบอาการข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบพาไปพบแพทย์หรือพาไปโรงพยาบาลทันที ไม่ควรรอดูอาการที่บ้าน:
- หายใจลำบาก หายใจหอบเร็ว: สังเกตเห็นซี่โครงบุ๋มขณะหายใจเข้า ปีกกางจมูกบาน หรือมีเสียงหายใจดังวี้ดๆ หรือเสียงครืดคราดรุนแรงในอก
- มีภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปากแห้ง ผิวแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยมากหรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง ซึมลง ไม่สบตา หรือปลุกเย่ายาก
- ไข้สูงไม่ลด: มีไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส เช็ดตัวกินยาแล้วไข้ไม่ลง หรือมีไข้ติดต่อกันนานเกิน 3 วัน
- ริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ: เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง
- มีอาการชักจากไข้: เกร็ง กระตุก ตาค้าง หรือหมดสติ
การดูแลลูกป่วยต้องใช้ทั้งความอดทน ความเข้าใจ และการสังเกตอย่างใกล้ชิด หมอขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคน การให้ลูกได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ในห้องที่อากาศถ่ายเทสะดวก อยู่ใน environment ที่อบอุ่นและปลอดภัย พร้อมการดูแลบรรเทาอาการอย่างถูกวิธีตามแนวทางนี้ จะช่วยให้ลูกน้อยผ่านพ้นช่วงเวลาป่วย และกลับมาร่าเริงสดใสได้ในเร็ววัน