ตอนตื่นมาแล้วอ้วกเป็นกองเลือด สีเหมือนกากกาแฟ เกิดจากอะไรกันแน่?
หลายคนคงตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวอาเจียนออกมาเป็นเลือดสดๆ หรือมีลิ่มเลือดปนออกมา บางครั้งอาจไม่ได้มาเป็นเลือดแดงๆ แต่มีลักษณะดำคล้ำคล้ายผงกาแฟ อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติและเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญจากร่างกายว่ากำลังมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะจุดสำคัญอย่างกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหารส่วนต้น
ในฐานะแพทย์ที่เคยเจอคนไข้เดินเข้าห้องฉุกเฉินด้วยอาการนี้บ่อยๆ ผมอยากพามาทำความเข้าใจกันแบบง่ายๆ ว่า ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วน นี้เกิดจากอะไร และทำไมเราถึงนิ่งนอนใจไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
กลไกเบื้องหลังเมื่อมีเลือดออกในท้องของเรา
ทางเดินอาหารส่วนบนของเราจะครอบคลุมตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ไปจนถึงลำไส้เล็กส่วนต้น เมื่อเยื่อบุบริเวณเหล่านี้เกิดแผลฉีกขาด มีการอักเสบ หรือมีเส้นเลือดขอดที่โป่งพองจนแตกออก เลือดก็จะไหลออกมาสะสมอยู่ในทางเดินอาหาร
หากเลือดออกปริมาณมากและออกเร็ว ร่างกายจะขับออกมาทางปากกลายเป็นเลือดสดๆ แต่ถ้าเลือดค่อยๆ ไหลซึมและค้างอยู่ในกระเพาะอาหารสักระยะหนึ่ง กรดในกระเพาะจะไปทำปฏิกิริยาเคมีกับฮีโมโกลบินในเลือด ทำให้เลือดเปลี่ยนจากสีแดงกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำเหมือนกากกาแฟที่เราเห็นกันบ่อยๆ ในคนไข้ที่มีเลือดออกเรื้อรัง
สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้เกิดแผลและเลือดออก
เวลาตรวจคนไข้ที่มีภาวะนี้ เรามักจะพบสาเหตุหลักๆ อยู่ไม่กี่กลุ่ม ซึ่งใกล้ตัวกว่าที่คิด:
- แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก: เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด หรือการกินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นประจำจนกัดกระเพาะ
- โรคหลอดอาหารอักเสบหรือแผลที่หลอดอาหาร: มักเกิดจากกรดไหลย้อนรุนแรงที่กัดเยื่อบุหลอดอาหารจนเป็นแผลเรื้อรัง
- เส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร: มักพบในผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรคตับแข็ง ซึ่งทำให้แรงดันเลือดในเส้นเลือดดำสูงขึ้นจนโป่งพองและแตกได้ง่าย
- การอาเจียนอย่างรุนแรง: เช่น อาการเมาค้าง อาหารเป็นพิษที่อาเจียนบ่อยๆ จนทำให้เยื่อบุรอยต่อระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะฉีกขาด
สัญญาณเตือนร่วมอื่นๆ ที่มักมาพร้อมกัน
นอกจากอาการอาเจียนเป็นเลือดแล้ว ร่างกายยังมีวิธีส่งเสียงเตือนอื่นๆ อีกว่าเลือดกำลังออก:
- ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำปี๋: มีลักษณะเหนียวข้นเหมือนยางมะตอยและมีกลิ่นเหม็นรุนแรง เกิดจากเลือดที่ไหลผ่านระบบทางเดินอาหารและถูกย่อยจนเปลี่ยนสี
- เวียนหัว หน้ามืด ใจสั่น: เกิดจากปริมาณเลือดในร่างกายลดลง ความดันโลหิตตก เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ
- อ่อนเพลีย ตัวซีดเซียว: หากเป็นการซึมออกเรื้อรังจะทำให้เกิดภาวะโลหิตจางตามมา
อาการแบบไหนที่แปลว่าต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องเรียกรถพยาบาลหรือเดินทางไปห้องฉุกเฉินโดยด่วน:
- อาเจียนเป็นเลือดสดๆ ปริมาณมาก หรืออาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง
- หน้ามืดคล้ายจะเป็นลมทันทีที่ลุกขึ้นยืน หรือรู้สึกวูบวาบไม่มีแรง
- ชีพจรเต้นเร็วและแรง เหงื่อแตก ตัวเย็น
- ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ท้องแข็ง
แพทย์ตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างไรบ้างเมื่อมาถึงมือหมอ
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการประเมินสัญญาณชีพและให้สารน้ำหรือเลือดทดแทนก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อให้ร่างกายทรงตัว จากนั้นวิธีมาตรฐานที่จะช่วยให้เห็นต้นตอของปัญหาได้อย่างแม่นยำที่สุดคือ การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (Gastroscopy) ซึ่งแพทย์จะใส่ท่อขนาดเล็กที่มีกล้องและไฟฉายส่องเข้าไปดูแผล พร้อมทั้งสามารถใช้เครื่องมือผ่านกล้องเพื่อทำการจี้ห้ามเลือดหรือหนีบปิดหลอดเลือดที่กำลังเลือดออกได้ทันทีในคราวเดียวกัน
ดูแลตัวเองอย่างไรหลังผ่านช่วงวิกฤต
หลังจากผ่านกระบวนการรักษาและห้ามเลือดได้แล้ว การดูแลตัวเองช่วงพักฟื้นมีความสำคัญมากเพื่อให้แผลสมานตัวได้ดี:
- กินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะยาลดกรดกลุ่ม PPI ที่ช่วยให้แผลในกระเพาะหายเร็วขึ้น
- หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด รวมถึงงดชา กาแฟ แอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่
- ระมัดระวังการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มกัดกระเพาะ หากจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง
- กินอาหารอ่อนย่อยง่ายในปริมาณพอดีในแต่ละมื้อ ไม่ปล่อยให้ท้องว่างนานเกินไป
การอาเจียนเป็นเลือดเป็นภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์ที่ไม่ควรชะล่าใจ การสังเกตความผิดปกติของร่างกายตั้งแต่เนิ่นๆ และรีบมาพบแพทย์ จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้อย่างรวดเร็ว