กลางดึกคืนหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องไห้โยเยของลูกน้อย เมื่อเอื้อมมือไปสัมผัสตัวก็พบว่าตัวร้อนจี๋เหมือนมีไฟรุม แถมยังมีเสียงหายใจครืดคราดติดขัดจากอาการคัดจมูก สถานการณ์แบบนี้มักสร้างความกังวลใจและทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ตื่นตระหนกได้ง่ายมาก เนื่องจากทารกยังไม่สามารถบอกเล่าความรู้สึกหรือสั่งน้ำมูกเองได้เหมือนผู้ใหญ่ การดูแลเด็กเล็กที่มีอาการไข้ร่วมกับปัญหาระบบทางเดินหายใจจึงต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องและละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ
เมื่อลูกน้อยเผชิญทั้งไข้และอาการหวัดคัดจมูกพร้อมกัน
ร่างกายของทารกนั้นไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอย่างมาก อีกทั้งระบบภูมิคุ้มกันและโครงสร้างทางเดินหายใจก็ยังเติบโตไม่เต็มที่ หลอดลมของเด็กเล็กมีขนาดเล็กมากเพียงเท่าหลอดกาแฟเท่านั้น เมื่อมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ร่างกายจะกระตุ้นกลไกการสร้างไข้เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค ในขณะเดียวกันก็จะมีการสร้างน้ำมูกและเสมหะเพิ่มขึ้น ซึ่งน้ำมูกเพียงเล็กน้อยก็สามารถอุดกั้นทางเดินหายใจที่เล็กจิ๋วของลูกได้แล้ว ส่งผลให้ลูกหายใจลำบาก กินนมได้น้อยลง และงอแงมากกว่าปกติ
รับมือกับไข้ตัวร้อนอย่างไรให้ลูกสบายตัวที่สุด
ไข้ไม่ใช่โรค แต่เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่กำลังต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม สิ่งสำคัญในการดูแลทารกที่มีไข้คือการทำให้ลูกสบายตัวที่สุดและป้องกันไม่ให้อุณหภูมิร่างกายสูงเกินไปจนเสี่ยงต่ออาการชักจากไข้สูง
วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง ไม่กระตุ้นให้ลูกหนาวสั่น
การเช็ดตัวเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการดึงความร้อนออกจากร่างกายของลูก ควรใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส หลีกเลี่ยงการใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำผสมแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว ร่างกายจะยิ่งกักเก็บความร้อนและทำให้ลูกหนาวสั่น ซึ่งจะส่งผลให้อุณหภูมิแกนกลางลำตัวสูงขึ้นไปอีก วิธีการเช็ดควรเช็ดเข้าหาหัวใจเพื่อช่วยเปิดรูขุมขนและระบายความร้อน และเน้นประคบตามบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ขาหนีบ รักแร้ และซอกคอ
ข้อควรรู้เรื่องการใช้ยาลดไข้ในทารกอย่างปลอดภัย
ยาลดไข้ที่ปลอดภัยสำหรับทารกคือยาพาราเซตามอลชนิดน้ำเชื่อม โดยปริมาณยาที่ให้ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวของลูกเป็นหลัก ไม่ใช่คำนวณตามอายุ และควรป้อนยาห่างกันอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ สิ่งสำคัญคือห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กอย่างเด็ดขาดเนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและตับอย่างรุนแรง
ดูแลทางเดินหายใจที่เล็กจิ๋วของลูกอย่างไรเมื่อมีน้ำมูกอุดตัน
เนื่องจากทารกในช่วงขวบปีแรกมักจะหายใจทางจมูกเป็นหลัก การมีน้ำมูกอุดตันจึงทำให้ลูกอึดอัดและเหนื่อยง่าย การดูแลทางเดินหายใจให้โล่งจึงมีความสำคัญไม่แพ้การลดไข้
ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและดูดน้ำมูกตัวช่วยให้ลูกหายใจโล่งขึ้น
สำหรับทารกแรกเกิดถึง 6 เดือนที่ยังมีน้ำมูกไม่มาก สามารถใช้น้ำเกลือความเข้มข้น 0.9% ชนิดหยด หยดเข้าไปในรูจมูกข้างละ 1-2 หยด เพื่อช่วยให้น้ำมูกที่เหนียวข้นอ่อนตัวลง จากนั้นใช้ลูกยางแดงสะอาดบีบลมออกก่อนแล้วจึงสอดเข้าไปในรูจมูกลึกประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ค่อยๆ ปล่อยมือเพื่อให้แรงดูดดึงน้ำมูกออกมา ทำซ้ำจนลูกหายใจโล่งขึ้น การทำเช่นนี้ก่อนป้อนนมหรือก่อนนอนจะช่วยให้ลูกกินนมและนอนหลับได้สบายยิ่งขึ้น
วิธีจัดการไข้ควบคู่กับการดูแลระบบทางเดินหายใจที่พ่อแม่ทำเองได้ที่บ้าน
เมื่อลูกน้อยมีอาการทั้งสองอย่างพร้อมกัน การดูแลด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ดังนั้น แนวทางการจัดการไข้ควบคู่กับการดูแลระบบทางเดินหายใจอย่างเป็นระบบจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้ร่างกายของลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
- ควบคุมความชื้นและอุณหภูมิในห้องนอน: ควรปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ประมาณ 25-26 องศาเซลเซียส ไม่ควรให้ลมเย็นเป่าโดนตัวลูกโดยตรง และอาจใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศเพื่อป้องกันไม่ให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้งเกินไป ซึ่งจะช่วยลดการสร้างน้ำมูกข้นเหนียว
- เน้นป้อนนมหรือน้ำบ่อยๆ: ไข้สูงทำให้อัตราการหายใจเร็วขึ้น ร่างกายจึงสูญเสียน้ำได้ง่าย การให้ลูกดื่มนมแม่หรือน้ำบ่อยครั้งขึ้นจะช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยให้เสมหะและน้ำมูกละลายตัวเหลวขึ้น ขับออกง่ายขึ้น
- จัดท่าทางในการนอนหลับ: การหนุนหัวลูกให้สูงขึ้นเล็กน้อยโดยใช้ผ้าขนหนูรองใต้ฟูกนอนจะช่วยลดอาการน้ำมูกไหลย้อนลงคอ ลดการไอ และช่วยให้ลูกหายใจได้สะดวกขึ้นในขณะหลับ
สัญญาณเตือนอันตรายเมื่อไหร่ที่ต้องพาลูกไปโรงพยาบาลทันที
แม้ว่าไข้หวัดส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในทารกตัวเล็กๆ อาการสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว คุณพ่อคุณแม่ควรรีบนำลูกส่งโรงพยาบาลทันทีหากพบอาการดังต่อไปนี้
- ทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนมีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส
- ลูกหายใจเร็วและหอบเหนื่อย สังเกตเห็นซี่โครงบุ๋มขณะหายใจเข้า หรือปีกจมูกบานออกทุกครั้งที่หายใจ
- มีเสียงหายใจดังวี๊ด หรือมีเสียงครืดคราดในอกอย่างรุนแรง
- ริมฝีปาก เล็บมือ หรือเล็บเท้ามีสีคล้ำซีดหรือเขียว
- ลูกมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมดูดนม หรือร้องไห้โยเยตลอดเวลาโดยไม่สามารถปลอบให้สงบได้
การเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดด้วยความรักความเข้าใจและการปฏิบัติตามแนวทางที่ถูกต้อง จะช่วยลดความทรมานจากอาการป่วยและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงในทารกได้อย่างปลอดภัย