ลูกรักเริ่มมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ เกิดจากอะไรกันแน่นะ?
เวลาเปิดอัลบั้มรูปเก่าๆ ของลูกขึ้นมาดู หลายครอบครัวมักจะอมยิ้มกับความจ้ำม่ำแก้มยุ้ยที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่พอเวลาผ่านไป ความจ้ำม่ำนั้นอาจไม่ได้หายไปตามวัย กลับกลายเป็นว่าเด็กๆ มีน้ำหนักตัวพุ่งพรวดเกินกราฟมาตรฐานไปไกล จนคุณพ่อคุณเริ่มกังวลใจว่านี่ไม่ใช่แค่ความอวบระยะสุดท้ายแล้ว แต่มันคือปัญหาสุขภาพที่ต้องหันมาจัดการอย่างจริงจัง
ในฐานะหมอที่ตรวจเด็กๆ อยู่ทุกวัน สิ่งที่พบเจอได้บ่อยมากในยุคนี้คือ เด็กไม่ได้อ้วนเพราะกรรมพันธุ์หรือโรคต่อมไร้ท่อหายากเสมอไป แต่ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน หรือที่ในทางการแพทย์เริ่มให้ความสำคัญกับกลุ่มพฤติกรรม โรคอ้วนในเด็กจากพฤติกรรมพ ASED ซึ่งเป็นรหัสลับของไลฟ์สไตล์เด็กยุคดิจิทัลที่กำลังทำลายสุขภาพทีละน้อยโดยที่พ่อแม่อาจไม่รู้ตัว
แกะรอยพฤติกรรม ASED ต้นเหตุที่ทำให้เด็กอ้วนโดยไม่รู้ตัว
คำว่า ASED ไม่ใช่ชื่อโรคประหลาดอะไร แต่เป็นการรวมตัวกันของพฤติกรรม 4 อย่างที่เด็กยุคนี้เจอทุกวันจนกลายเป็นเรื่องปกติ ถ้าลูกของคุณกำลังทำสิ่งเหล่านี้อยู่ แปลว่าความอ้วนกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที
ติดจอหน้าทีวีและมือถือจนแทบไม่ขยับตัว
ตัว A ตัวแรกมาจากเรื่องของหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือโทรทัศน์ สมองของเด็กจะถูกตรึงไว้กับภาพเคลื่อนไหวและเกมสนุกๆ นานหลายชั่วโมงโดยไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย การนั่งแช่อยู่กับที่แบบนี้ทำให้อัตราการเผาผลาญพลังงานลดลงอย่างน่าใจหาย พลังงานที่กินเข้าไปจึงไม่ได้ถูกใช้ ย้ายไปสะสมตามพุงและต้นขาแทน
เลือกกินแต่อาหารรสจัด ไขมันสูง และน้ำตาลแน่น
ตัว S ตัวต่อมาคือเรื่องของกิน ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม ชานมไข่มุก และอาหารฟาสต์ฟู้ดกลายเป็นเมนูโปรดประจำวัน อาหารเหล่านี้ให้พลังงานสูงปรี๊ดแต่ไม่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ แถมยังมีรสชาติถูกปากเด็ก กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม ส่งผลให้ไขมันส่วนเกินไปสะสมในร่างกายอย่างรวดเร็ว
ขยับร่างกายน้อยนิด ขี้เกียจออกกำลัง
เมื่อมีเรื่องจอเข้ามาแทนที่ การวิ่งเล่นกลางแจ้ง การปั่นจักรยาน หรือการเล่นกีฬาจึงกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับเด็กยุคนี้ การใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่งทำให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ระบบเผาผลาญพังไม่เป็นท่า น้ำหนักจึงเพิ่มขึ้นแบบฉุดไม่อยู่
นอนดึกตื่นสาย วงจรชีวิตพังเพราะแสงสีฟ้า
ตัว D ตัวสุดท้ายคือเรื่องของการนอน เด็กหลายคนนอนดึกเพราะติดเล่นเกมหรือดูคลิปวิดีโอ การนอนดึกไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ยังไปรบกวนฮอร์โมนที่ควบคุมความอิวและความหิว ทำให้อยากอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลมากขึ้นในวันถัดไป วงจรอุบาทว์นี้จึงหมุนวนซ้ำๆ จนเด็กน้ำหนักพุ่งพรวด
สัญญาณเตือนภัยแบบไหนที่แปลว่าลูกเริ่มอันตรายแล้ว?
หลายคนถามว่าแค่อ้วนท้วนสมบูรณ์แบบเด็กอ้วนทั่วไปต้องรีบพามาหาหมอไหม ลองเช็กสัญญาณเหล่านี้ดู
- เสื้อผ้าไซส์เดิมใส่ไม่ได้ ต้องขยับไซส์ขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าเกณฑ์อายุจริง
- เริ่มมีรอยดำบริเวณคอ รักแร้ หรือข้อพับ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะดื้ออินซูลินและเสี่ยงเป็นเบาหวาน
- เหนื่อยง่ายเวลาเดินหรือวิ่งแค่นิดหน่อย มีอาการนอนกรนเสียงดังหรือหยุดหายใจขณะหลับ
- เริ่มถูกเพื่อนล้อที่โรงเรียน จนส่งผลต่อความมั่นใจและสภาพจิตใจ
ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อย่างไรให้ลูกกลับมามีสุขภาพดี
การแก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็กไม่ใช่การสั่งให้ลูกอดอาหารเด็ดขาด เพราะเด็กกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต สิ่งที่ต้องทำคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในบ้านร่วมกันทั้งครอบครัว
กำหนดเวลาใช้หน้าจอให้ชัดเจน
ตกลงเวลากันให้แน่นอนว่าวันหนึ่งดูได้กี่นาที และต้องมีช่วงเวลาที่ปลอดหน้าจอ เช่น ช่วงกินข้าวและก่อนนอน เพื่อดึงลูกกลับมาสู่โลกแห่งความจริงและกระตุ้นให้อยากขยับร่างกายมากขึ้น
เปลี่ยนตู้เย็นในบ้านให้มีแต่ของดี
เด็กจะไม่อ้วนถ้าไม่มีของอ้วนให้กิน ตัดวงจรน้ำหวานและขนมกรุบกรอบในบ้าน เปลี่ยนเป็นผลสด นมจืด หรือถั่วที่มีประโยชน์แทน หากเด็กหิวระหว่างมื้อก็จะมีตัวเลือกที่ดีกว่า
ชวนกันขยับร่างกายผ่านกิจวัตรประจำวัน
ไม่ต้องถึงขั้นส่งลูกไปเข้าคอร์สฟิตเนสดุเดือด แค่ชวนกันไปเดินเล่นสวนสาธารณะตอนเย็น ปั่นจักรยานรอบหมู่บ้าน หรือช่วยกันทำงานบ้าน ก็ช่วยเผาผลาญพลังงานและสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ดีเยี่ยม
เมื่อไหร่ควรพาเด็กไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง?
หากคุณพ่อคุณแม่ลองปรับพฤติกรรมเบื้องต้นแล้ว แต่น้ำหนักของลูกยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง หรือมีโรคร่วมอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะตับคั่งไขมัน การพาไปพบกุมารแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อและโภชนาการคือทางออกที่ดีที่สุด เพื่อตรวจหาความผิดปกติทางฮอร์โมนและวางแผนดูแลร่วมกันอย่างปลอดภัย เพราะสุขภาพของลูกในวัยเด็กคือรากฐานสำคัญของชีวิตในอนาคต