ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลองสังเกตตัวเองดูสักนิด วันหนึ่งเราใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ไปกี่ชั่วโมง เริ่มต้นตั้งแต่ลืมตาตื่นนอนขึ้นมาเช็กข้อความ ระหว่างวันทำงานก็จ้องจอคอมพิวเตอร์ พอตกเย็นกลับบ้านก็พักผ่อนด้วยการดูซีรีส์ผ่านหน้าจอทีวีหรือแท็บเล็ตอีกรอบ หลายคนเริ่มมีอาการตาพร่ามัว ปวดขมับลามไปถึงท้ายทอย หรือบางครั้งก็นอนไม่หลับกระสับกระส่าย อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมการใช้หน้าจอที่มากเกินไป

ทำไมเราถึงเสพติดหน้าจอได้ง่ายขนาดนี้? เจาะลึกกลไกทางจิตวิทยาและสารเคมีในสมอง

พฤติกรรมการจ้องหน้าจอเป็นเวลานานจนส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความเคยชินเพียงอย่างเดียว แต่เบื้องหลังเรื่องนี้มีกลไกทางระบบประสาทที่คอยขับเคลื่อนอยู่ เมื่อเราเปิดดูเนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย สมองจะหลั่งสารสื่อประสาทที่ชื่อว่าโดปามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารแห่งความพึงพอใจและมีความสุขชั่วครู่ ทุกครั้งที่มียอดไลก์ มีข้อความใหม่ หรือมีวิดีโอสั้นเลื่อนผ่านตา สมองจะกระตุ้นให้เราอยากดูต่อไปเรื่อยๆ เกิดเป็นวงจรการเสพติดโดยไม่รู้ตัว

หลายคนอาจเคยสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับอาการล้าจากการใช้สายตาหนักทางอินเทอร์เน็ต แต่อาจมีบางครั้งที่พิมพ์ผิดเพี้ยนไปเป็นคำว่า สาเหตุจากการได้รับหน้าจอเกินขน หรือคำในกลุ่มอาการตาล้าจากหน้าจอ ทว่าหากจะเจาะลึกถึงต้นตอที่แท้จริงที่ทำให้เกิดการได้รับแสงและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากหน้าจอเกินพิกัด ประกอบด้วยปัจจัยหลักสามประการที่ต้องทำความเข้าใจ

การทำงานที่ไร้รอยต่อระหว่างชีวิตส่วนตัวและงาน

เมื่อบ้านกลายเป็นที่ทำงาน ขอบเขตของเวลาทำงานจึงเลือนหายไป หลายคนต้องสแตนด์บายตอบอีเมลและข้อความตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ดวงตาและสมองไม่ได้หยุดพักผ่อนอย่างแท้จริง การจ้องจอเพื่อตรวจงานเอกสารติดต่อกันหลายชั่วโมงส่งผลให้กล้ามเนื้อตาเกร็งตัวตลอดเวลา

การออกแบบแอปพลิเคชันที่ดึงดูดความสนใจตลอดเวลา

ระบบการเล่นวิดีโออัตโนมัติและการเลื่อนฟีดแบบไม่มีวันสิ้นสุด ได้รับการออกแบบทางจิตวิทยามาเพื่อตรึงสายตาให้อยู่กับหน้าจอให้นานที่สุด ทำให้เรารับสารพัดข้อมูลข่าวสารจนเกิดภาวะสมองล้าโดยไม่ทันตั้งตัว

การขาดกิจกรรมทดแทนในชีวิตจริง

เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าหรือเบื่อหน่าย แทนที่ร่างกายจะเลือกการพักผ่อนด้วยการเดินเล่น ออกกำลังกาย หรือนอนหลับพักผ่อนแบบปิดสวิตช์ตัวเอง เรามักเลือกวิธีที่ง่ายที่สุดคือการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถฟีดเพื่อหาความบันเทิงระยะสั้น ซึ่งกลายเป็นการเติมความล้าให้สมองเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

สัญญาณเตือนจากร่างกายและจิตใจ เมื่อเราเริ่มใช้งานหน้าจอเกินพิกัด

การสะสมชั่วโมงหน้าจอที่มากเกินไปในแต่ละวัน ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบร่างกาย โดยอาการที่พบได้บ่อยที่สุดในคนไข้ที่เข้ามาปรึกษาหมอมักมีอาการดังนี้

อาการตาล้าและตาแห้งเรื้อรัง (Computer Vision Syndrome)

ตามปกติมนุษย์เราจะกะพริบตาประมาณ 15-20 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อเราจ้องหน้าจออย่างใจจดใจจ่อ อัตราการกะพริบตาจะลดลงเหลือเพียง 5-7 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น ทำให้น้ำหล่อเลี้ยงตาเหือดแห้ง เกิดอาการระคายเคือง แสบตา และมองเห็นภาพเบลอชั่วขณะ

อาการปวดคอ บ่า ไหล่ และปวดศีรษะ

การก้มหน้ามองจอโทรศัพท์มือถือทำให้กระดูกคอต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติถึง 5 เท่า นำไปสู่อาการตึงเกร็งของกล้ามเนื้อรอบคอ บ่า ไหล่ ซึ่งมักจะส่งสัญญาณเตือนด้วยอาการปวดร้าวขึ้นไปที่ขมับหรือกระบอกตา คล้ายกับอาการไมเกรน

วงจรการนอนหลับแปรปรวน

แสงสีฟ้าจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมการนอนหลับ การเล่นโทรศัพท์ก่อนนอนจึงทำให้สมองตื่นตัว นอนหลับยาก และส่งผลให้ตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น อ่อนเพลียสะสมในระยะยาว

วิธีปรับพฤติกรรมง่ายๆ ช่วยคืนความสมดุลให้ดวงตาและสมอง

การดูแลสุขภาพจากภาวะหน้าจอเกินขนาดไม่ได้แปลว่าเราต้องเลิกใช้งานเทคโนโลยีไปเลย เพราะในความเป็นจริงเรายังต้องพึ่งพาอุปกรณ์เหล่านี้ในการทำงานและการสื่อสาร แต่เราสามารถปกป้องร่างกายได้ด้วยวิธีที่ทำได้จริงดังนี้

  • กฎ 20-20-20 ช่วยพักสายตา: ทุกๆ 20 นาทีของการทำงานหน้าจอ ให้ละสายตาไปมองวัตถุที่อยู่ห่างออกไปอย่างน้อย 20 ฟุต เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อตาได้ผ่อนคลายความตึงเครียด
  • จัดสภาพแวดล้อมในการทำงานใหม่: ปรับความสว่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือให้สมดุลกับความสว่างของห้อง หลีกเลี่ยงการใช้งานหน้าจอในที่มืด และปรับระดับกึ่งกลางหน้าจอให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 15-20 องศาเพื่อลดอาการเมื่อยล้าคอ
  • งดหน้าจอก่อนนอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง: เปลี่ยนกิจกรรมก่อนนอนเป็นการอ่านหนังสือกระดาษ ฟังเพลงเบาๆ หรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อเตรียมความพร้อมให้สมองหลั่งเมลาโทนินตามธรรมชาติ ช่วยให้นอนหลับได้สนิทและลึกยิ่งขึ้น
  • ตั้งขอบเขตการใช้งานเทคโนโลยี: กำหนดเวลาที่ไร้หน้าจอ เช่น ระหว่างรับประทานอาหารร่วมกับครอบครัว หรือหลัง 2 ทุ่มเป็นต้นไป เพื่อเปิดโอกาสให้สมองได้พักจากข้อมูลข่าวสารที่ท่วมท้นและหันมาเชื่อมโยงกับคนรอบข้างในชีวิตจริง

การรู้เท่าทันถึงสาเหตุและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทีละน้อย จะช่วยรักษาสุขภาพดวงตา สมอง และจิตใจให้แข็งแรงในระยะยาว พร้อมรับมือกับโลกยุคดิจิทัลได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down