หลายคนอาจเคยเจอประสบการณ์แปลกๆ ว่าทำไมพอเพิ่งหายจากท้องเสีย หรือช่วงที่ร่างกายกำลังป่วยหนัก กลับดื่มนมหรือกินโยเกิร์ตไม่ได้เหมือนเดิม พอกินเข้าไปแล้วกลับมีอาการปวดท้อง ท้องอืด มีลมในท้อง หรือถึงขั้นท้องเสียวิ่งเข้าห้องน้ำแทบไม่ทัน ทั้งที่เมื่อก่อนก็ดื่มนมได้เป็นปกติโดยไม่มีปัญหาอะไร
อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ได้แปลว่าเรากลายเป็นคนแพ้นมไปตลอดชีวิต แต่มันคือสัญญาณเตือนจากลำไส้ที่กำลังบอกว่า เขากำลังอยู่ในภาวะการย่อยน้ำตาลแลคโตสบกพร่องชั่วคราว ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยหลังผ่านการเจ็บป่วย แต่หลายคนยังไม่ค่อยรู้จักกันดีนัก
ลำไส้ของเราทำงานอย่างไร ทำไมถึงย่อยนมไม่ได้ตอนป่วย
เวลาที่เราดื่มนม น้ำตาลหลักที่อยู่ในนมคือ น้ำตาลแลคโตส ซึ่งร่างกายต้องอาศัยเอนไซม์ตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า แลคเตส (Lactase) ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาจากเซลล์บริเวณเยื่อบุลำไส้เล็ก เพื่อทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลตัวนี้ให้แตกตัวเป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็กๆ ที่ร่างกายจะดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้
แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อลำไส้ของเราต้องเผชิญกับมรสุม ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อไวรัสลงกระเพาะอาหารและลำไส้ ท้องเสียรุนแรง หรือโรคเรื้อรังบางอย่างที่ทำให้เยื่อบุลำไส้เล็กเกิดการอักเสบและเสียหาย เจ้าเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างเอนไซม์แลคเตสนี้ก็จะถูกทำลายลงไปชั่วคราว ทำให้ปริมาณเอนไซม์ลดฮวบลงอย่างกะทันหัน
เมื่อไม่มีเอนไซม์มาย่อย น้ำตาลแลคโตสที่เรากินเข้าไปจึงเดินทางผ่านลำไส้เล็กไปสู่ลำไส้ใหญ่ในสภาพเดิม ที่ตรงนั้นจะมีเจ้าแบคทีเรียประจำถิ่นรออยู่ แบคทีเรียพวกนี้จะจัดการหมักน้ำตาลแลคโตสตัวนั้น เกิดเป็นก๊าซปริมาณมาก และดึงน้ำให้เข้ามาอยู่ในลำไส้มากกว่าปกติ ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงหนีไม่พ้นอาการท้องอืด แน่นท้อง ปวดเกร็ง และมีอาการท้องเสียตามมานั่นเอง
เช็กอาการกันหน่อย แบบไหนที่เรียกว่าย่อยแลคโตสบกพร่องชั่วคราว
อาการหลักๆ มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่เรากินอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัว ชีส เนย หรือไอศกรีม ภายในเวลาประมาณ 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมง โดยอาการที่พบบ่อยได้แก่
- แน่นท้องและมีลมในท้องเยอะ: รู้สึกอึดอัดเหมือนมีลมดันอยู่ในพุงตลอดเวลา
- ปวดเกร็งช่องท้อง: มักจะเป็นอาการปวดบิดเป็นพักๆ บริเวณรอบสะดือ
- มีเสียงโครกครากในท้อง: ลำไส้ทำงานปั่นป่วนและเคลื่อนตัวเร็วกว่าปกติ
- ท้องเสีย: ถ่ายเหลวเป็นน้ำ หรือถ่ายบ่อยกว่าปกติหลังจากกินผลิตภัณฑ์จากนม
ความแตกต่างสำคัญระหว่างภาวะนี้กับการแพ้นมวัวแท้ๆ ก็คือ ภาวะนี้จะมีอาการชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเยื่อบุลำไส้ฟื้นตัวกลับมาหายดี อาการเหล่านี้ก็จะหายเป็นปลิดทิ้งและกลับมากินนมได้ตามปกติ
สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้ลำไส้พังและขาดเอนไซม์ชั่วคราว
จากประสบการณ์ที่ตรวจคนไข้ที่คลินิก สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดภาวะนี้มักจะมาจาก
- ท้องเสียจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย: โดยเฉพาะไวรัสลงกระเพาะอาหารที่ระบาดกันบ่อยๆ ทำให้ลำไส้เกิดการอักเสบเฉียบพลัน
- การใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ: บางครั้งยาเหล่านี้ไปรบกวนสมดุลของจุลินทรีย์และเซลล์ในลำไส้
- โรคเรื้อรังเกี่ยวกับลำไส้: เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือภาวะลำไส้แปรปรวนที่กำเริบ
วิธีดูแลตัวเองในช่วงที่ลำไส้อยู่ในช่วงพักฟื้น
ข่าวดีคือ ภาวะนี้สามารถหายได้เองเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เราต้องทำคือการช่วยให้ลำไส้ได้พักและฟื้นฟูตัวเองให้เร็วที่สุด
- งดหรือลดอาหารที่มีแลคโตสชั่วคราว: หลีกเลี่ยงนมวัว เนย ชีส และโยเกิร์ตชนิดธรรมดาในช่วงที่ยังมีอาการ เพื่อไม่ให้ลำไส้ต้องทำงานหนัก
- ลองเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีแลคโตส: ปัจจุบันมีนมสำหรับคนย่อยแลคโตสไม่ได้วางขายทั่วไป ซึ่งเติมเอนไซม์แลคเตสลงไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้ดื่มได้โดยไม่มีอาการท้องอืด
- เลือกกินอาหารย่อยง่าย: เน้นทานอาหารอ่อนๆ ข้าวต้ม ปลา ผักสุก เพื่อให้ระบบย่อยอาหารได้พักผ่อน
- ให้เวลากับร่างกาย: โดยทั่วไปเมื่อลำไส้หายจากอาการอักเสบแล้ว เยื่อบุลำไส้จะสร้างเอนไซม์แลคเตสกลับมาได้เองภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์
สัญญาณแบบไหนที่ควรกลับมาพบแพทย์
แม้ว่าภาวะการย่อยน้ำตาลแลคโตสบกพร่องชั่วคราวนี้จะเป็นเรื่องธรรมดาและหายได้เอง แต่ถ้าหากดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น เช่น ท้องเสียเรื้อรังนานเกินสัปดาห์ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว มีไข้สูงร่วมด้วย หรือมีเลือดปนในอุจจาระ แบบนี้ไม่ควรปล่อยไว้ แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจหาส สาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียดอีกครั้ง เพราะอาจมีโรคทางเดินอาหารอื่นๆ ซ่อนอยู่ได้ครับ