ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เมื่อเจ้าตัวเล็กป่วยบ่อยจนต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น กินยาปฏิชีวนะหลายชนิดก็ยังไม่หายขาด หรือติดเชื้อซ้ำซากที่เดิมๆ คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มเกิดความกังวลว่า มีบางอย่างผิดปกติกับร่างกายของลูกหรือไม่ คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่กุมารแพทย์พบได้บ่อยในห้องตรวจ และบ่อยครั้งที่สาเหตุแอบแฝงอยู่เบื้องหลังอาการป่วยเรื้อรังเหล่านี้คือ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด (Primary Immunodeficiency Diseases: PIDD)

ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด คืออะไร?

โดยทั่วไป ร่างกายของเราจะมีระบบภูมิคุ้มกันเปรียบเสมือนกองทัพทหารที่คอยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรค ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา แต่ในเด็กที่มี ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด ร่างกายจะมีความผิดปกติทางพันธุกรรมมาตั้งแต่เกิด ส่งผลให้การสร้างหรือการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ หรือแอนติบอดี (Immunoglobulin) ทำงานได้ไม่สมบูรณ์

ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ ภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HIV หรือโรคเอดส์ (ซึ่งเป็นภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องทุติยภูมิหรือเกิดขึ้นภายหลัง) แต่เกิดจากความบกพร่องของรหัสพันธุกรรมภายในร่างกายเองตั้งแต่แรกเกิด

10 สัญญาณเตือนที่บอกว่าลูกอาจมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด

มูลนิธิโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องสากลได้สรุปสัญญาณเตือนสำคัญ เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่และแพทย์สงสัยภาวะนี้ได้เร็วขึ้น หากพบอาการเหล่านี้ตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป ควรพาน้องมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด:

  • หูอักเสบติดเชื้อบ่อย: เป็นมากกว่า 4 ครั้งภายในระยะเวลา 1 ปี
  • ไซนัสอักเสบรุนแรง: เป็นมากกว่า 2 ครั้งภายใน 1 ปี
  • ทานยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน: ทานยาปฏิชีวนะติดต่อกัน 2 เดือนขึ้นไปแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
  • ปอดบวมหรือปอดอักเสบ: เป็นมากกว่า 2 ครั้งภายใน 1 ปี
  • เจริญเติบโตช้า: น้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์หรือเลี้ยงไม่โต
  • ฝีหนองลึก: มีตุ่มหนองหรือฝีตามผิวหนังเรื้อรัง หรือมีฝีในอวัยวะภายในซ้ำๆ
  • แผลในปากหรือติดเชื้อรา: มีแผลร้อนในหรือติดเชื้อราในปากเรื้อรัง รวมถึงเชื้อราตามผิวหนัง
  • ต้องใช้ยาปฏิชีวนะชนิดฉีด: จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำจึงจะหายจากโรค
  • ติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด: เคยติดเชื้อในกระแสเลือดหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบอย่างน้อย 2 ครั้ง
  • มีประวัติครอบครัว: มีคนในครอบครัวเคยมีประวัติภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด หรือเสียชีวิตจากการติดเชื้อรุนแรงตั้งแต่ยังเล็ก

ประเภทของภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิดที่พบบ่อย

ความบกพร่องสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายส่วนของระบบภูมิคุ้มกัน โดยแบ่งหลักๆ ได้ดังนี้:

1. ความผิดปกติของการสร้างแอนติบอดี (B-cell Deficiencies)

เป็นกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด ร่างกายไม่สามารถสร้างโปรตีนแอนติบอดี (IgA, IgG, IgM) ไปสู้กับเชื้อโรคได้ เด็กมักมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ไซนัส และหูชั้นกลางบ่อยๆ

2. ความผิดปกติของ T-cell หรือระบบภูมิคุ้มกันร่วม (Combined Immunodeficiencies)

มีความรุนแรงสูง ร่างกายขาดทั้งเม็ดเลือดขาว T-cell และ B-cell ที่สำคัญ เช่น โรค SCID (Severe Combined Immunodeficiency) เด็กกลุ่มนี้จะติดเชื้อรุนแรงได้ง่ายมากตั้งแต่ช่วงแรกเกิด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อรา ไวรัส หรือแบคทีเรีย

3. ความผิดปกติของเซลล์จับกินเชื้อโรค (Phagocyte Defects)

เม็ดเลือดขาวไม่สามารถทำลายเชื้อโรคที่จับกินเข้าไปได้ ทำให้เกิดฝีหนองตามร่างกายหรืออวัยวะภายในได้บ่อย

การวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

หากสงสัยว่าลูกมีภาวะนี้ แพทย์จะทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจวิเคราะห์ระบบภูมิคุ้มกันอย่างละเอียด เช่น ตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดขาว ตรวจระดับภูมิคุ้มกันในเลือด (Immunoglobulin levels) และการตรวจยีนทางพันธุกรรม

สำหรับการรักษาในปัจจุบัน มีความก้าวหน้าไปมากจนช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างแข็งแรง:

  • การให้ภูมิคุ้มกันทดแทน (IVIG / SCIG): ในกลุ่มที่ขาดแอนติบอดี แพทย์จะให้โปรตีนภูมิคุ้มกันสกัดทดแทนทางหลอดเลือดดำหรือใต้ผิวหนังเป็นประจำทุกเดือน
  • การใช้ยาปฏิชีวนะและยาต้านเชื้อราเพื่อการป้องกัน: ให้ยาขนาดต่ำรับประทานทุกวันเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำซาก
  • การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Stem Cell Transplantation): ในรายที่มีภาวะบกพร่องรุนแรง การปลูกถ่ายไขกระดูกหรือเซลล์ต้นกำเนิดสามารถรักษาโรคให้หายขาดได้

ข้อควรระวังสำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่

หากเด็กได้รับการวินิจฉัยว่ามี ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงการรับวัคซีนชนิดตัวมีชีวิต (Live Attenuated Vaccines) เช่น วัคซีนวัณโรค (BCG) หรือวัคซีนอีสุกอีใส จนกว่าจะได้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกัน เพราะวัคซีนอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้

นอกจากนี้ การเน้นย้ำเรื่องสุขอนามัย การล้างมือ ล้างของเล่น รับประทานอาหารสุกสะอาด และหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยลดโอกาสการสัมผัสเชื้อโรคได้อย่างมาก หากสังเกตพบว่าลูกมีไข้สูง หรือมีอาการติดเชื้อ ควรรีบพาน้องมาพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้อาการลุกลาม

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down