ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

วันแรกๆ ที่พาลูกน้อยกลับมาบ้าน คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะเฝ้ามองทุกการเคลื่อนไหวของลูกด้วยความรักและความทะนุถนอม แต่บางครั้งความกังวลใจก็เกิดขึ้นเมื่อพบว่า ลูกที่เคยดูดนมเก่งกลับนอนนิ่ง ปลุกเท่าไรก็ไม่ค่อยยอมตื่น แถมเมื่อเอาหัวนมหรือขวดนมเข้าปากก็ไม่ยอมดูดเสียอย่างนั้น อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่าน เพราะ ภาวะซึมและปฏิเสธการดูดนมในทารก อาจเป็นสัญญาณเตือนแรกของปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่และต้องการการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที

แบบไหนคือหลับปุ๋ยธรรมดา แบบไหนคือซึมจนน่าเป็นห่วง?

ทารกแรกเกิดมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนหลับ ซึ่งบางวันอาจนอนได้นานถึง 16-18 ชั่วโมง ทำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่แยกแยะได้ยากว่า ลูกแค่หลับลึกตามปกติหรือกำลังมีอาการซึมกันแน่

วิธีสังเกตง่ายๆ คือ หากเป็นการนอนหลับตามปกติ เมื่อถึงเวลาป้อนนม (ปกติจะทุก 2-3 ชั่วโมง) หรือเมื่อลองกระตุ้นเบาๆ เช่น เขี่ยฝ่าเท้า ลูบตัว หรือเปลี่ยนผ้าอ้อม ลูกจะค่อยๆ ตื่นลืมตา ขยับตัว และส่งเสียงอ้อแอ้พร้อมที่จะดูดนม แต่หากลูกมีอาการซึมจริงๆ ต่อให้พยายามปลุกอย่างไร ลูกก็จะไม่ยอมตื่น หรือตื่นขึ้นมาเพียงครู่เดียวด้วยท่าทีที่ดูอ่อนแรง ตัวปวกเปียก ไม่สบตา และไม่มีแรงแม้กระทั่งจะอ้าปากงับหัวนมหรือออกแรงดูด

ทำไมจู่ๆ ลูกถึงมีภาวะซึมและปฏิเสธการดูดนมในทารก? มาดูสาเหตุที่เป็นไปได้กัน

การที่เจ้าตัวเล็กไม่ยอมกินนมและดูนิ่งผิดปกติ เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่เรื่องที่แก้ไขได้ง่ายไปจนถึงภาวะวิกฤตทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างเร่งด่วน

  • การติดเชื้อในกระแสเลือด: ทารกแรกเกิดยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอมาก การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสเพียงเล็กน้อยก็สามารถลุกลามได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาการแสดงแรกๆ มักไม่ใช่การมีไข้สูงเหมือนผู้ใหญ่ แต่จะเป็นการแสดงออกผ่าน ภาวะซึมและปฏิเสธการดูดนมในทารก ร่วมกับตัวเย็นหรือตัวร้อนผิดปกติ
  • ภาวะตัวเหลือง: สารสีเหลืองหรือบิลิรูบินที่สะสมในร่างกายมากเกินไป นอกจากจะทำให้ผิวและตาของลูกดูเหลืองแล้ว หากมีค่าสูงมากๆ สารนี้จะเข้าไปกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ทารกง่วงซึม นอนมากกว่าปกติ และไม่มีแรงดูดนม ซึ่งยิ่งลูกดูดนมน้อยลง การขับสารสีเหลืองออกทางอุจจาระและปัสสาวะก็จะยิ่งลดลง กลายเป็นวงจรที่ทำให้อาการตัวเหลืองแย่ลงไปอีก
  • น้ำตาลในเลือดต่ำ: มักพบในทารกที่คลอดจากมารดาที่เป็นเบาหวาน ทารกที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ หรือทารกที่ขาดนมเป็นเวลานาน เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดตกลง ลูกจะไม่มีพลังงาน ส่งผลให้ซึมลง ตัวสั่น หรือในรายที่รุนแรงอาจมีอาการชักได้
  • ภาวะขาดน้ำ: หากในช่วงวันแรกๆ น้ำนมแม่ยังมาไม่พอ หรือลูกดูดนมได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ร่างกายของทารกที่มีขนาดเล็กจะสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็ว ทำให้เหนื่อยล้า ซึม และปฏิเสธการดูดนมเพิ่มขึ้นไปอีก

สัญญาณอันตรายแบบไหน ที่ต้องพาลูกไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอ?

หากสังเกตพบว่าลูกมีอาการนอนซึมและไม่ยอมดูดนมนานเกินกว่า 4 ชั่วโมง ร่วมกับอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินทันทีเพื่อความปลอดภัย

  • ปลุกอย่างไรก็ไม่ยอมตื่น หรือตื่นมาแล้วตัวปวกเปียก ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการสัมผัส
  • หายใจเร็วกว่าปกติ (มากกว่า 60 ครั้งต่อนาที) หายใจมีเสียงครืดคราด หรืออกบุ๋มขณะหายใจ
  • มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส หรือตัวเย็นผิดปกติ (อุณหภูมิกายต่ำกว่า 36.5 องศาเซลเซียส)
  • ผิวหนัง ปาก หรือเล็บเริ่มมีสีเขียวคล้ำ
  • มีอาการตัวสั่นเกร็ง หรือชักกระตุก
  • ปัสสาวะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ผ้าอ้อมแห้งสนิทนานเกิน 6-8 ชั่วโมง หรือปัสสาวะมีสีเข้มจัด

การดูแลเบื้องต้นและการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนี้กับลูกรัก

หนทางที่ดีที่สุดคือการสังเกตและป้องกันอย่างใกล้ชิด โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้เพื่อสุขอนามัยที่ดีของเจ้าตัวเล็ก

ประการแรกคือการป้อนนมให้บ่อยและสม่ำเสมอ ในช่วงเดือนแรกควรให้ลูกดูดนมทุก 2-3 ชั่วโมง แม้ลูกจะยังหลับอยู่ก็ควรปลุกขึ้นมาทานนมเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและภาวะขาดน้ำ ถัดมาคือการฝึกสังเกตการขับถ่าย ทารกแรกเกิดที่ได้รับนมเพียงพอควรจะปัสสาวะอย่างน้อยวันละ 6 ครั้ง และมีอุจจาระเปลี่ยนสีจากเทาเข้มเป็นสีเหลืองทองภายในสัปดาห์แรก

นอกจากนี้ การรักษาความสะอาดก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรล้างมือก่อนสัมผัสตัวลูกหรือก่อนชงนมทุกครั้ง เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ และสุดท้ายคือการพาลูกไปตรวจสุขภาพตามนัดของกุมารแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินการเจริญเติบโตและตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น

หากรู้สึกว่าลูกมีความผิดปกติไปจากเดิม แม้จะเพียงเล็กน้อย การปรึกษาแพทย์คือทางออกที่ดีที่สุด เพราะสำหรับทารกแรกเกิดแล้ว การรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็วคือหัวใจสำคัญในการปกป้องสุขภาพและพัฒนาการของพวกเขาให้เติบโตอย่างแข็งแรงสมบูรณ์

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down