ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ยามดึกที่คุณพ่อคุณแม่ย่องเข้าไปห่มผ้าให้ลูกน้อย แต่กลับพบว่าลูกกำลังนอนกรนเสียงดัง หายใจฟืดฟาด อ้าปาก คอแหงนไปด้านหลัง หรือบางครั้งมีอาการเหมือนสำลักและเฮือกหายใจกลางดึก อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับเด็ก และไม่ใช่สัญญาณที่แสดงว่าเด็กนอนหลับลึกอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญของ ภาวะต่อมอะดีนอยด์และทอนซิลโตผิดปกติ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อช่องทางเดินหายใจ สมอง และพัฒนาการตามวัยของลูกน้อยอย่างคาดไม่ถึง

ทำความรู้จัก "ต่อมทอนซิล" และ "ต่อมอะดีนอยด์" ด่านหน้าของระบบภูมิคุ้มกัน

หลายท่านอาจคุ้นเคยกับคำว่าต่อมทอนซิล แต่ยังไม่แน่ใจว่าต่อมอะดีนอยด์คืออะไร และทั้งสองต่อมนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร แท้จริงแล้วทั้งสองสิ่งนี้คือเนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่มีหน้าที่สำคัญในระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

  • ต่อมทอนซิล (Palatine Tonsils): ตั้งอยู่บริเวณข้างช่องคอทั้งสองข้าง สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเมื่อเด็กอ้าปากกว้าง มีหน้าที่ดักจับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางช่องปาก
  • ต่อมอะดีนอยด์ (Adenoids): ตั้งอยู่บริเวณหลังโพรงจมูก เหนือเพดานอ่อน ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยการมองผ่านช่องคอธรรมดา มีหน้าที่ดักจับเชื้อโรคที่ผ่านเข้ามาทางช่องจมูก

ในเด็กวัยเรียนช่วงอายุประมาณ 2 ถึง 8 ปี ต่อมทั้งสองชนิดนี้จะมีการทำงานตอบสนองต่อเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมอย่าง active มากเป็นพิเศษ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย จึงเป็นช่วงวัยที่พบภาวะต่อมโตผิดปกติได้บ่อยที่สุด

สาเหตุที่ทำให้ต่อมอะดีนอยด์และทอนซิลโตผิดปกติ

การที่ต่อมน้ำเหลืองทั้งสองจุดนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นจนอุดกั้นทางเดินหายใจ เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่:

  • การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจซ้ำๆ: เมื่อเด็กมีการอักเสบติดเชื้อในช่องคอหรือโพรงจมูกบ่อยครั้ง ต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์จะทำงานหนักและเกิดการตอบสนองด้วยการขยายขนาดใหญ่ขึ้น และในบางรายแม้การติดเชื้อจะหายไปแล้ว แต่ขนาดของต่อมกลับไม่ยุบลงตามปกติ
  • โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ: เด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้อากาศหรือแพ้ฝุ่นละอองจะมีการอักเสบเรื้อรังบริเวณเยื่อบุจมูกและคอ ซึ่งกระตุ้นให้ต่อมอะดีนอยด์และทอนซิลขยายโตขึ้นเรื่อยๆ
  • ปัจจัยทางพันธุกรรมและโครงสร้างร่างกาย: เด็กบางคนอาจมีโครงสร้างทางเดินหายใจที่แคบเป็นทุนเดิม ทำให้เมื่อต่อมขยายโตเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลให้อุดกั้นทางเดินหายใจได้ทันที

สัญญาณเตือนเมื่อต่อมโตจนเบียดบังทางเดินหายใจ

เมื่อต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์ขยายขนาดใหญ่เกินไป จนเริ่มอุดกั้นช่องทางเดินหายใจส่วนบน ร่างกายของเด็กจะแสดงสัญญาณเตือนทั้งในเวลากลางคืนและเวลากลางวัน ดังนี้

อาการในขณะนอนหลับ

  • นอนกรนเสียงดังต่อเนื่อง หรือมีเสียงหายใจแรงขัดข้อง
  • หายใจทางปากตลอดเวลา ปากแห้ง คอแห้ง
  • มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea - OSA) สังเกตได้จากการเงียบเสียงหายใจไปชั่วขณะ แล้วตามด้วยอาการเฮือก สะดุ้งตื่น หรือสำลัก
  • นอนกระสับกระส่าย เปลี่ยนท่าบ่อย หรือชอบนอนท่าแปลกๆ เช่น นอนคอแหงนไปด้านหลัง หรือนอนคว่ำเอาอกยันหมอนเพื่อเปิดทางเดินหายใจ
  • มีปัสสาวะรดที่นอนในเด็กที่เคยควบคุมการขับถ่ายกลางคืนได้แล้ว เนื่องจากการหลับสนิทถูกรบกวน

อาการในเวลากลางวันและผลกระทบระยะยาว

  • พัฒนาการและพฤติกรรมเปลี่ยนไป: การขาดออกซิเจนในขณะหลับและการนอนหลับไม่สนิท ส่งผลให้เด็กตื่นมาไม่สดชื่น ง่วงนอนในห้องเรียน สมาธิสั้น งอแง อารมณ์หงุดหงิดง่าย หรือแสดงพฤติกรรมซนผิดปกติ (Hyperactive)
  • การเจริญเติบโตช้า: โกรธฮอร์โมน (Growth Hormone) จะถูกหลั่งได้ดีที่สุดในช่วงที่นอนหลับสนิท เมื่อเด็กมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การหลั่งฮอร์โมนนี้จะลดลง ส่งผลให้ลูกเจริญเติบโตช้า น้ำหนักและส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์
  • การเปลี่ยนรูปของใบหน้า (Adenoid Facies): การอ้าปากหายใจเป็นเวลานานติดต่อกันหลายปีขณะที่กระดูกใบกำลังเจริญเติบโต จะทำให้โครงสร้างใบหน้าเปลี่ยนไป เช่น ใบหน้าเรียวยาว ฟันยื่น เพดานปากสูงงุ้ม และคางสั้นลง
  • ภาวะหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง: ต่อมอะดีนอยด์ที่โตอยู่หลังโพรงจมูกจะไปกดทับท่อปรับความดันหูชั้นกลาง (Eustachian tube) ทำให้เกิดน้ำขังในหูชั้นกลาง หูอักเสบบ่อยครั้ง และอาจส่งผลต่อการได้ยินของเด็ก

การประเมินและการวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กมาพบแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจประเมินอย่างละเอียด ประกอบด้วย:

  • การตรวจร่างกายและช่องคอ: ประเมินขนาดของต่อมทอนซิลว่าอุดกั้นช่องคอมากน้อยเพียงใด
  • การตรวจภาพถ่ายรังสี (X-ray Lateral Nasopharynx): ใช้ถ่ายภาพเอกซเรย์ด้านข้างของศีรษะและคอ เพื่อประเมินขนาดของต่อมอะดีนอยด์ว่าโตจนปิดกั้นทางเดินหายใจหลังโพรงจมูกกี่เปอร์เซ็นต์
  • การส่องกล้องขนาดเล็กผ่านทางจมูก (Nasal Endoscopy): ให้ภาพที่ชัดเจนของต่อมอะดีนอยด์ในกรณีที่ต้องการข้อมูลแม่นยำเพิ่มเติม
  • การตรวจคุณภาพการนอนหลับ (Polysomnography / Sleep Study): ในกรณีที่เด็กมีอาการหยุดหายใจขณะหลับค่อนข้างชัดเจน เพื่อวัดระดับการขาดออกซิเจนและนับจำนวนครั้งของการหยุดหายใจตลอดทั้งคืน

แนวทางการรักษา: เมื่อไหร่ควรรักษาด้วยยา และเมื่อไหร่ควรผ่าตัด?

การเลือกวิธีรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กเป็นหลัก โดยแบ่งเป็น 2 แนวทางหลัก:

1. การรักษาด้วยยาและการปรับพฤติกรรม

ใช้ในกลุ่มเด็กที่มีอาการเริ่มต้น หรือต่อมยังโตไม่มากจนอุดกั้นทางเดินหายใจอย่างรุนแรง

  • ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก: ช่วยลดการอักเสบและลดขนาดของต่อมอะดีนอยด์ลงได้ในระดับหนึ่ง
  • ยาต้านฮิสตามีนและการรักษาโรคภูมิแพ้: ควบคุมอาการภูมิแพ้ที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ต่อมโต
  • การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ: ช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกและสารก่อภูมิแพ้ในโพรงจมูก

2. การรักษาด้วยการผ่าตัด (Adenotonsillectomy)

ข้อบ่งชี้สำคัญในการพิจารณาผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ออก ได้แก่:

  • มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) อย่างชัดเจน หรือมีออกซิเจนในเลือดต่ำขณะหลับ
  • เด็กมีปัญหาการกลืนลำบาก หรือมีผลกระทบต่อโครงสร้างใบหน้าและฟัน
  • มีการติดเชื้อของต่อมทอนซิลอักเสบเป็นมูกเลือดหรือเป็นหนองบ่อยครั้ง (เช่น มากกว่า 7 ครั้งใน 1 ปี หรือมากกว่า 5 ครั้งต่อปี ติดต่อกัน 2 ปี)
  • ภาวะต่อมอะดีนอยด์โตทำให้เกิดภาวะหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรังหรือมีน้ำขังในหูจนการได้ยินลดลง

คุณพ่อคุณแม่อาจกังวลว่า การตัดต่อมทั้งสองนี้ออกจะทำให้เด็กไม่มีภูมิคุ้มกันหรือไม่ ในความเป็นจริง ร่างกายมนุษย์ยังมีต่อมน้ำเหลืองอีกจำนวนมากบริเวณคอและทั่วร่างกายที่สามารถทำหน้าที่แทนได้อย่างสมบูรณ์ และผลดีจากการเปิดทางเดินหายใจให้ลูกหายใจได้สะดวก นอนหลับได้เต็มอิ่ม มีความคุ้มค่ากว่าอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตและพัฒนาการทางสมองของเด็ก

บทสรุปจากแพทย์

ภาวะต่อมอะดีนอยด์และทอนซิลโตผิดปกติ ไม่ใช่เรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ควรมองข้ามหรือรอให้เด็ก "โตขึ้นแล้วหายเอง" เพราะช่วงวัยเด็กคือช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการพัฒนาสมองและร่างกาย หากสังเกตพบว่าลูกมีอาการนอนกรน อ้าปากหายใจ สะดุ้งตื่นกลางดึก หรือมีอาการง่วงนอนผิดปกติในเวลากลางวัน การนำลูกมาพบกุมารแพทย์ หรือแพทย์เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ลูกน้อยกลับมาหายใจได้อย่างสดใส นอนหลับสนิท และเติบโตได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรงตามวัย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down