เสียงไอแปลกๆ ที่ไม่ยอมหาย อาจไม่ใช่แค่หวัดธรรมดา
ช่วงนี้หลายคนเดินเข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจด้วยอาการไอเรื้อรัง บางคนไอจนหน้าดำหน้าแดง ไอติดต่อกันเป็นชุดจนแทบไม่มีจังหวะหายใจ แล้วก็มีเสียงดังวู้ดตอนสูดลมหายใจเข้า บางท่านบอกว่าไอจนซี่โครงระบมไปหมด อาการแบบนี้แหละครับที่หมออยากชวนมาทำความรู้จักกันให้ลึกซึ้ง เพราะมันคือสัญญาณของโรคไอกรน โรคที่หลายคนคิดว่าเป็นโรคของเด็กเล็ก แต่ความจริงแล้วผู้ใหญ่ก็ติดได้แถมแพร่เชื้อให้คนรอบข้างได้ง่ายมากๆ ด้วย
ทำความรู้จักเชื้อร้ายตัวจิ๋วที่ทำให้เราไอไม่หยุด
โรคนี้เกิดจากแบคทีเรียตัวหนึ่งที่มีชื่อทางการแพทย์ว่า บอร์เดเทลลา เพอร์ทัสซิส (Bordetella pertussis) เจ้าตัวนี้ร้ายกาจมากครับ มันจะเข้าไปเกาะติดกับเซลล์ขนส่งเมือกในทางเดินหายใจของเรา แล้วสร้างสารพิษออกมาทำลายเนื้อเยื่อ ทำให้ทางเดินหายใจเกิดการอักเสบ บวม และมีเมือกเหนียวข้นสะสม ร่างกายจึงพยายามขับมันออกมาด้วยการไออย่างรุนแรง
สังเกตอาการ 3 ระยะของโรคไอกรนที่เป็นแบบนี้เสมอ
การดำเนินโรคของไอกรนจะค่อนข้างชัดเจนและแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลาหลักๆ ซึ่งหมออยากให้สังเกตตัวเองและคนในครอบครัวดังนี้ครับ
ช่วงแรกเริ่ม: เหมือนแค่เป็นหวัดธรรมดา
สัปดาห์แรกหรือสองสัปดาห์แรก อาการจะแยกไม่ออกจากหวัดทั่วไปเลยครับ มีไข้ต่ำๆ น้ำมูกไหล จาม และไอเบาๆ ช่วงนี้แหละที่คนมักจะชะล่าใจและแพร่เชื้อให้คนอื่นมากที่สุดเพราะไม่รู้ตัวว่าเป็นอะไร
ช่วงออกลาย: ไอเป็นชุดจนหน้าดำหน้าแดง
หลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงที่อันตรายที่สุด อาการไอจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นการไอแบบเป็นชุดติดๆ กัน 10 ถึง 15 ครั้งโดยไม่หายใจ พอหมดลมแล้วต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ จนเกิดเสียงวู้ด (Whoop) บางคนไอจนอาเจียน หน้าตาเขียวคล้ำ หรือเส้นเลือดในตาแตกจากแรงเบ่ง ถ้าเป็นเด็กเล็กอาจมีภาวะหยุดหายใจร่วมด้วย ส่วนในผู้ใหญ่อาจไม่ได้ยินเสียงวู้ดชัดเจน แต่จะไอเรื้อรังจนนอนไม่ได้เลยครับ
ช่วงฟื้นตัว: อาการไอค่อยๆ ซาลงแต่กินเวลานาน
เมื่อผ่านมาได้หลายสัปดาห์ อาการไอจะค่อยๆ ความถี่ลดลง แต่บอกไว้ก่อนเลยว่า อาการไอแห้งๆ อาจยังหลงเหลืออยู่เป็นเดือนๆ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าไอ 100 วัน ร่างกายต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานพอสมควรครับ
โรคไอกรนติดกันง่ายผ่านทางไหนบ้าง
เชื้อโรคนี้ติดต่อกันผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือพูดคุยกันในระยะใกล้ คล้ายกับโรคหวัดหรือโควิด-19 เลยครับ ความน่ากลัวคือผู้ใหญ่ที่ภูมิคุ้มกันเริ่มลดลงหรือวัคซีนหมดฤทธิ์ อาจติดเชื้อแล้วแสดงอาการน้อยมาก แค่ไอๆ แค่,ๆ แต่ถ้าไปรับเชื้อแล้วเอาไปติดเด็กทารกแรกเกิดที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน กลุ่มนั้นจะอาการหนักมากและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยครับ
การตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่แพทย์ทำ
เวลามาหาหมอด้วยอาการสงสัยไอกรน หมอจะใช้ไม้พันสำลีป้ายเอาสารคัดหลั่งจากคอหอยส่วนหลัง (Nasopharyngeal swab) ไปส่งตรวจหาเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นวิธีเพาะเชื้อหรือวิธีตรวจสารพันธุกรรม (PCR) ซึ่งมีความแม่นยำสูง ส่วนการรักษานั้น หากตรวจพบเร็วในช่วงสัปดาห์แรก การให้ยาปฏิชีวนะจะช่วยฆ่าเชื้อและลดการแพร่กระจายได้ดี แต่ถ้าเลยช่วงนั้นมาแล้ว ยาปฏิชีวนะอาจช่วยลดการแพร่เชื้อได้น้อยลง แต่แพทย์ก็ยังคงให้กินเพื่อความปลอดภัยร่วมกับการรักษาตามอาการ เช่น ยาขยายหลอดลม หรือการดูแลเรื่องการดื่มน้ำอุ่นเพื่อให้เสมหะไม่เหนียวจนเกินไป
วิธีป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทุกคน
ข่าวดีคือเรามีวัคซีนป้องกันโรคไอกรน ซึ่งมักจะฉีดร่วมกับวัคซีนคอตีบและบาดยักษ์
- ในเด็กเล็ก: ต้องได้รับตามโปรแกรมกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ช่วงอายุ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน และกระตุ้นซ้ำตอนอายุ 1 ปีครึ่ง และ 4 ปี
- ในผู้ใหญ่และหญิงตั้งครรภ์: ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนในวัยเด็กจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี หมอจึงแนะนำให้ผู้ใหญ่โดยเฉพาะคนที่ต้องใกล้ชิดกับเด็กทารก รวมถึงคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสม ควรได้รับวัคซีนกระตุ้น (Tdap) ทุกๆ 10 ปี เพื่อสร้างเกราะป้องกันไม่ให้เราเป็นพาหะนำโรคไปสู่เด็กเล็กที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันครับ