เวลาหมอนั่งตรวจในคลินิก มักจะได้เจอคนไข้ที่เดินเข้ามาด้วยปัญหาถ่ายเหลวบ่อยๆ ปวดท้องเกร็ง หรือมีเลือดปนมากับอุจจาระ เป็นๆ หายๆ นานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน บางคนคิดว่าเป็นแค่โรคท้องเสียธรรมดา ลำไส้แปรปรวน หรือแค่กินอาหารไม่สะอาด แต่เมื่อทำการตรวจอย่างละเอียด กลับพบว่าเป็น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังชนิดไอบี หรือ Inflammatory Bowel Disease (IBD) ซึ่งเป็นโรคที่ต้องการการดูแลอย่างเข้าใจและต่อเนื่องมากกว่าแค่การกินยาแก้ท้องเสียทั่วไป
โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังชนิดไอบี คืออะไร และทำไมถึงเป็นไม่ยอมหาย?
โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังชนิดไอบี เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ แทนที่จะทำหน้าที่คุ้มกันเชื้อโรคจากภายนอก กลับหันมาโจมตีเซลล์เยื่อบุผนังทางเดินอาหารของตัวเองจนเกิดการอักเสบ บวม แดง และเกิดเป็นแผลเรื้อรัง โรคนี้ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสชั่วคราว จึงไม่สามารถหายได้ด้วยการกินยาปฏิชีวนะเพียงไม่กี่วัน แต่จำเป็นต้องใช้เวลาในการควบคุมการอักเสบให้สงบลง
สองตัวการหลักของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังชนิดไอบี: โครห์น กับ โคลายติส ต่างกันอย่างไร?
เมื่อพูดถึงโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังชนิดไอบี ทางการแพทย์จะแบ่งออกเป็น 2 โรคหลัก ซึ่งมีตำแหน่งการเกิดโรคและลักษณะการอักเสบที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
1. โรคโครห์น (Crohn's Disease)
โรคนี้สามารถเกิดการอักเสบได้ทุกส่วนของทางเดินอาหาร ตั้งแต่ริมฝีปาก ปาก เอสโอฟากัส กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ไปจนถึงทวารหนัก แต่มักพบมากที่สุดบริเวณลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ ลักษณะเด่นคือการอักเสบมักจะกินลึกลงไปทุกชั้นของผนังลำไส้ และการอักเสบมักเกิดเป็นจุดๆ เว้นช่วง สลับกับเนื้อเยื่อลำไส้ส่วนที่ยังปกติ
2. โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง (Ulcerative Colitis)
ต่างจากโรคโครห์นตรงที่ โรคนี้จะเกิดการอักเสบเฉพาะที่เยื่อบุผิวชั้นในสุดของ ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เท่านั้น โดยจุดเริ่มต้นมักเกิดที่ทวารหนัก แล้วลามต่อเนื่องขึ้นไปตามลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดแผลเปื่อยตื้นๆ จำนวนมาก และมักมีมูกเลือดออกมาพร้อมกับอุจจาระ
สัญญาณเตือนแบบไหน ที่บอกว่าอาจกำลังเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังชนิดไอบี?
อาการของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังชนิดไอบี มักมีช่วงที่อาการกำเริบ (Flare-up) สลับกับช่วงที่อาการสงบ (Remission) หากพบอาการเหล่านี้ติดต่อกันเกิน 2-4 สัปดาห์ ควรเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย:
- ถ่ายท้องเรื้อรัง: ถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำบ่อยผิดปกติ ตื่นมาถ่ายกลางดึก
- อุจจาระปนเลือด: มีเลือดสดหรือมูกเลือดปนมากับอุจจาระ
- ปวดเกร็งท้องบ่อยๆ: มักปวดบริเวณท้องน้อยหรือรอบสะดือ โดยเฉพาะหลังทานอาหาร
- น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว: เกิดจากลำไส้ดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง และร่างกายเผาผลาญพลังงานจากการอักเสบ
- มีไข้ต่ำๆ และอ่อนเพลีย: รู้สึกเหนื่อยง่าย ร่างกายซูบผอมจากภาวะโลหิตจาง
ทำไมระบบภูมิคุ้มกันถึงหันมาทำร้ายลำไส้ตัวเอง?
สาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังชนิดไอบี ยังอยู่ในการศึกษาวิจัย แต่หมอพบว่ามักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่:
- พันธุกรรม: หากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
- ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน: เม็ดเลือดขาวตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นในลำไส้รุนแรงเกินไปจนเกิดการอักเสบไม่หยุด
- สมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome): การเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ตัวดีและตัวร้ายในลำไส้ ส่งผลต่อการอักเสบ
- ปัจจัยสิ่งแวดล้อม: การสูบบุหรี่ (โดยเฉพาะโรคโครห์น) ความเครียดสะสม การทานอาหารแปรรูปหรืออาหารที่มีไขมันสูงต่อเนื่อง
คุณหมอตรวจและวินิจฉัยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังชนิดไอบีอย่างไร?
การวินิจฉัยโรคนี้จำเป็นต้องใช้การตรวจหลายวิธีร่วมกัน เพื่อแยกโรคออกจากภาวะลำไส้แปรปรวน (IBS) หรือการติดเชื้อในลำไส้:
- การตรวจอุจจาระและเลือด: เพื่อหาค่าสารบ่งชี้การอักเสบ เช่น Calprotectin ในอุจจาระ และตรวจภาวะโลหิตจาง
- การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy): เป็นวิธีสำคัญที่สุด ทำให้หมอเห็นลักษณะเยื่อบุลำไส้ได้ชัดเจน และสามารถตัดชิ้นเนื้อขนาดเล็ก (Biopsy) ไปส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
- การถ่ายภาพทางรังสี (CT / MRI): ใช้ประเมินความลึกของการอักเสบ และตรวจหาภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้ตีบหรือเป็นรูรั่ว
วิธีรักษาและคุมอาการให้สงบ เพื่อกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ
แม้ว่าโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังชนิดไอบี จะยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด 100% แต่จุดประสงค์หลักของการรักษาคือ คุมการอักเสบให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด หรือทำให้โรคสงบ (Symptom Remission) เพื่อให้คนไข้ใช้ชีวิตได้ตามปกติ
- การใช้ยาต้านการอักเสบ: เช่น ยาในกลุ่ม 5-ASA สำหรับอาการย่อมๆ ถึงปานกลาง หรือการใช้ยาสเตียรอยด์ระยะสั้นในช่วงที่โรคกำเริบรุนแรง
- ยากดภูมิคุ้มกัน:ช่วยลดการทำงานที่มากเกินไปของระบบภูมิคุ้มกันในการทำลายเยื่อบุลำไส้
- ยาชีววัตถุ (Biologics): ยาฉีดกลุ่มใหม่ที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงในการยับยั้งสารก่อการอักเสบ เหมาะกับผู้ป่วยที่ใช้อื่นๆ แล้วไม่ได้ผล
- การผ่าตัด: ทำในกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้อุดตัน มีแผลเป็นรูกรวง หรือลำไส้ทะลุ
ข้อแนะนำการปรับชีวิตประจำวันและการกินอาหาร สำหรับผู้ป่วยลำไส้อักเสบเรื้อรัง
นอกจากการกินยาตามหมอนัดอย่างสม่ำเสมอแล้ว การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันมีความสำคัญไม่แพ้กัน:
- ทำจดหมายเหตุอาหาร (Food Diary): จดบันทึกอาหารที่ทานและอาการที่เกิดขึ้น เพื่อสังเกตว่าอาหารชนิดไหนเป็นตัวกระตุ้นอาการกำเริบ
- ปรับการกินช่วงโรคกำเริบ: เลี่ยงอาหารรสจัด ของทอด อาหารไขมันสูง นม และอาหารที่มีกากใยหยาบสูงชั่วคราว
- งดบุหรี่เด็ดขาด: การสูบบุหรี่ทำให้อาการของโรคโครห์นรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน
- จัดการความเครียดและพักผ่อนให้พอ: ความเครียดเป็นตัวกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันปรวนแปรและส่งผลต่อการบีบตัวของลำไส้
หากมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ถ่ายเหลวบ่อย หรือถ่ายมีเลือดปน อย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะคิดว่าเป็นแค่เรื่องท้องเสียธรรมดา การเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังชนิดไอบีตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยป้องกันความเสียหายเรื้อรังของลำไส้ และช่วยให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ดังเดิม