ช่วงนี้ลูกน้อยที่บ้านมีอาการน้ำใสๆ ไหล ไอแค๊กๆ หรือตัวรุมๆ กันบ่อยไหมครับ คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะกังวลใจและเหนื่อยล้าไม่น้อยกับการที่ลูกรักต้องป่วยบ่อย โดยเฉพาะบ้านไหนที่เพิ่งส่งลูกเข้าโรงเรียนเตรียมอนุบาลหรือเนอสเซอรี่ จะพบว่าลูกน้อยแทบจะวนเวียนอยู่กับการเป็นหวัด เจ็บคอ แทบจะทุกเดือนจนแทบไม่มีช่วงเวลาที่หายสนิท
ในฐานะหมอเด็กที่ตรวจคนไข้ตัวเล็กๆ อยู่ทุกวัน ผมเข้าใจความรู้สึกกังวลใจเหล่านี้ดีครับ วันนี้เรามาทำความเข้าใจโรคที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่งในวัยเด็ก นั่นคือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนในเด็ก กันแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่รับมือได้อย่างถูกวิธีและคลายความกังวลลงได้ครับ
โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนคืออะไร และทำไมเด็กๆ ถึงเป็นบ่อยจัง?
โรคนี้ถ้าพูดภาษาชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ มันก็คือกลุ่มอาการของโรคหวัด คออักเสบ หรือไซนัสอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบริเวณจมูก คอ และหลอดลมส่วนต้นครับ เจ้าเชื้อไวรัสเหล่านี้มีอยู่เป็นร้อยๆ ชนิด และติดต่อกันง่ายมากผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการที่เด็กๆ ไปสัมผัสของเล่นร่วมกันที่โรงเรียน
สาเหตุที่เด็กๆ เป็นกันบ่อยมาก เป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันของน้องยังพัฒนาไม่เต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ เมื่อได้รับเชื้อไวรัสตัวใหม่ที่ร่างกายยังไม่เคยรู้จัก ภูมิต้านทานจึงยังไม่มี น้องก็เลยแสดงอาการป่วยออกมาทันที ซึ่งในเด็กเล็กๆ อาจป่วยได้ถึงปีละ 6-8 ครั้ง ถือเป็นเรื่องปกติของการสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติครับ
อาการแบบไหนที่ฟ้องว่าลูกกำลังเผชิญกับโรคนี้อยู่
อาการเริ่มต้นมักจะมาแบบไม่ทันตั้งตัว โดยส่วนใหญ่เด็กๆ จะมีสัญญาณเตือนเหล่านี้ครับ
- น้ำูกใสหรือข้น: ช่วงแรกมักใสๆ แล้วอาจเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเขียวใน 3-4 วันถัดมา ซึ่งเป็นกระบวนการปกติของการหาย ไม่จำเป็นต้องตกใจว่าติดเชื้อแบคทีเรียเสมอไป
- อาการไอ: อาจมีทั้งไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะ โดยเฉพาะเวลานอนราบตอนกลางคืนเพราะน้ำมูกไหลลงคอ
- เจ็บคอ งอแง: ในเด็กโตจะบอกได้ว่าเจ็บคอ กลืนน้ำลายลำบาก ส่วนเด็กเล็กจะแสดงออกด้วยการปฏิเสธอาหารและนม ร้องกวนมากกว่าปกติ
- ไข้ต่ำถึงไข้สูง: บางคนอาจมีไข้ร่วมด้วยในช่วง 2-3 วันแรก
ดูแลลูกรักอย่างไรให้หายป่วยไวและสบายตัวขึ้นที่บ้าน
เนื่องจากโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการเพื่อให้ลูกน้อยสบายตัวขึ้นระหว่างที่ร่างกายกำลังต่อสู้กับโรคครับ
- เช็ดตัวและให้ยาลดไข้: หากลูกมีไข้สูงและซึม ให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตัว และสามารถให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ ห้ามซื้อยาแอสไพรินให้เด็กกินเด็ดขาด
- ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ: วิธีนี้ช่วยชะล้างน้ำมูกเหนียวข้นและเชื้อโรคในโพรงจมูก ทำให้ลูกหายใจโล่งขึ้น นอนหลับได้ดีขึ้น
- ดื่มน้ำอุ่นมากๆ: ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ลำคอและช่วยละลายเสมหะให้ขับออกง่ายขึ้น
- พักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนหลับคือยาที่ดีที่สุดในการฟื้นฟูร่างกาย
สัญญาณเตือนอันตรายแบบไหนที่ต้องรีบพาไปหาหมอด่วน
แม้โรคนี้ส่วนใหญ่จะหายเองได้ภายใน 5 ถึง 7 วัน แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเหล่านี้ควรรีบพาน้องไปพบแพทย์ทันที
- หายใจหอบเหนื่อย: สังเกตจากซี่โครงบุ๋ม หายใจจนท้องกระเพื่อม หรือปีกจมูกบานเวลาหายใจ
- ซึมลงมาก: ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
- อาเจียนหรือกินไม่ได้เลย: เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
- ไข้สูงนานเกินสามวัน: หรือไข้ลดแล้วกลับมาไข้สูงอีกรอบ ซึ่งอาจมีภาวะแทรกซ้อนเช่น หูอักเสบ หรือปอดบวมตามมา
การที่ลูกป่วยแต่ละครั้ง แม้จะสร้างความเหนื่อยล้าให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ แต่ก็เปรียบเสมือนการฝึกฝนระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่งขึ้น สิ่งสำคัญคือการดูแลประคับประคองอาการด้วยความเข้าใจและความรัก พร้อมทั้งฝึกสุขอนามัยที่ดีให้ลูกล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันการรับเชื้อซ้ำครับ