ลูกจู่ๆ ก็ร้องไห้โฮ บอกว่าหายใจไม่ออก กลัวจะตาย ทั้งที่ไม่มีใครทำอะไร
เวลาที่เด็กๆ บอกว่าเจ็บป่วย ผู้ใหญ่เรามักจะนึกถึงไข้หวัด ปวดท้อง หรือหกล้มฟันแตก แต่มีอาการป่วยอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าตกใจและทำให้พ่อแม่ใจหายวาบไม่แพ้กัน นั่นคืออาการที่เด็กจู่ๆ ก็ตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างรุนแรง หัวใจเต้นเร็วราวกับจะทะลุออกมานอกอก หายใจไม่อิ่ม มือไม้เย็นเฉียบ และที่น่ากลัวที่สุดคือเด็กจะบอกด้วยความหวาดกลัวสุดขีดว่าเขากำลังจะตาย อาการแบบนี้แหละที่ในทางการแพทย์เรียกว่าโรคตื่นตระหนกในเด็ก หรือ Panic Disorder ซึ่งหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ความจริงแล้วเด็กโตและวัยรุ่นก็เป็นได้
โรคตื่นตระหนกในเด็ก คืออะไร ทำไมสมองถึงส่งสัญญาณเตือนภัยผิดเวลา?
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ร่างกายของเรามีระบบเตือนภัยอัตโนมัติที่คอยปกป้องเราจากอันตราย เช่น เจอสุนัขดุวิ่งไล่ หัวใจจะเต้นเร็วและเราจะวิ่งหนี สมองส่วนที่ทำหน้าที่นี้จะทำงานเต็มที่ แต่สำหรับเด็กที่เป็นโรคตื่นตระหนกในเด็ก ระบบเตือนภัยนี้ดันรวนและทำงานขึ้นมาเองในเวลาที่ปลอดภัย ไม่มีภัยอันตรายอะไรเลย นั่งอยู่เฉยๆ ดูการ์ตูน หรือกำลังจะนอน สมองกลับสั่งการว่ากำลังเจอวิกฤตคุกคามชีวิต ทำให้เกิดอาการทางกายขึ้นมาอย่างฉับพลันและรุนแรงจนเด็กตื่นตระหนกตกใจอย่างมาก
สัญญาณเตือนภัยแบบไหนที่ฟ้องว่าลูกกำลังเผชิญกับแพนิค
อาการของโรคนี้มักมาไวไปไวแต่น่ากลัวมาก ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเด็กจะมีอาการเหล่านี้ร่วมกันหลายอย่าง:
- หัวใจเต้นแรงและเร็วมากจนเด็กตกใจกลัว
- แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม เหมือนมีอะไรมาทับ
- เวียนหัว มึนงง คล้ายจะเป็นลม
- มือเท้าชา หรือมีอาการสั่นเกร็ง
- เหงื่อแตกพลั่ก ร้อนๆ หนาวๆ สลับกัน
- มีความรู้สึกกลัวสุดขีด กลัวตาย หรือกลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้
เมื่ออาการเหล่านี้สงบลง เด็กมักจะอ่อนเพลียและมีความกังวลฝังใจว่ามันจะเกิดขึ้นอีก ทำให้เริ่มไม่อยากไปโรงเรียน หรือไม่อยากอยู่ในที่ที่เคยเกิดอาการ
สาเหตุที่ทำให้เด็กคนหนึ่งต้องเผชิญกับความกลัวสุดขีดนี้
โรคนี้ไม่ได้เกิดจากการเรียกร้องความสนใจหรือความอ่อนแอของจิตใจเด็ก แต่มาจากหลายปัจจัยประกอบกัน:
- พันธุกรรม: ถ้าในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคซึมเศร้า โรคแพนิค หรือโรคกังวล เด็กก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น
- ความเครียดสะสม: การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เช่น ย้ายโรงเรียน พ่อแม่ทะเลาะกัน หรือความกดดันเรื่องการเรียน
- การทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง: ความไม่สมดุลของสารเคมีบางตัวที่ควบคุมความกลัวและความวิตกกังวล
เมื่อลูกเป็นแพนิค พ่อแม่ควรรับมือและช่วยเหลืออย่างไรดี?
เวลาที่เห็นลูกช็อกและกลัวกับอาการใจสั่นหายใจไม่ออก สิ่งสำคัญที่สุดคือสติของพ่อแม่เอง:
- ดึงลูกกลับมาสู่ปัจจุบัน: กอดเขาแน่นๆ ด้วยความนิ่งและมั่นคง บอกเขาว่าพ่อแม่ตรงนี้ ลูกปลอดภัยแล้ว อาการนี้ไม่อันตรายถึงชีวิตและมันจะหายไปเองในไม่กี่นาที
- ชวนหายใจเข้าออกช้าๆ: เด็กที่ตื่นตระหนกมักจะหายใจเร็วและตื้นเกินไป ให้ชวนลูกสูดหายใจเข้าทางจมูกลึกๆ นับ 1-4 แล้วค่อยๆ เป่าลมออกทางปากยาวๆ ช่วยลดการเต้นของหัวใจได้ดีมาก
- ห้ามดุหรือบอกว่าคิดไปเอง: สำหรับเด็ก อาการเจ็บแน่นหน้าอกและใจสั่นนั้นเป็นเรื่องจริงและทรมานมาก การบอกว่าเด็กสำออยจะยิ่งทำให้เขากลัวและเครียดหนักกว่าเดิม
พาไปพบแพทย์เมื่อไหร่ดี และการรักษาทำอย่างไรบ้าง?
ถ้าอาการนี้เกิดขึ้นบ่อย เริ่มกระทบกับการใช้ชีวิต การเรียน หรือการนอนของลูก ควรพาไปปรึกษากุมารแพทย์ด้านพฤติกรรมและพัฒนาการ หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น การรักษาไม่ได้แปลว่าต้องกินยาเสมอไป ในเด็กส่วนใหญ่การพูดคุยบำบัดจิตใจ ปรับความคิด และช่วยให้เด็กเข้าใจกลไกของร่างกาย ร่วมกับการสอนวิธีจัดการความเครียด ก็สามารถช่วยให้โรคนี้ดีขึ้นและหายขาดได้ ปล่อยไว้ไม่ดีแน่ รีบพามาตรวจเพื่อให้ลูกได้กลับมามีความสุขสดใสตามวัยอีกครั้ง