ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

อาการไข้หวัดที่ดูเหมือนธรรมดา แต่ทำไมลูกรักถึงไอติดต่อกันนานหลายสัปดาห์โดยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น แม้จะรับประทานยาปฏิชีวนะกลุ่มอะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) ที่เคยใช้ได้ผลมาตลอด แต่อาการไอกลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีอาการเหนื่อยหอบ อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่มักพาบุตรหลานมาพบกุมารแพทย์บ่อยที่สุดในช่วงเปิดเทอม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะนำไปสู่การวินิจฉัยโรคที่ชื่อว่า โรคปอดอักเสบจากเชื้อไมโคพลาสมา

รู้จักกับ โรคปอดอักเสบจากเชื้อไมโคพลาสมา ในเด็กวัยเรียน

โรคปอดอักเสบจากเชื้อไมโคพลาสมา เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Mycoplasma pneumoniae ซึ่งเป็นเชื้อสายพันธุ์พิเศษที่แตกต่างจากแบคทีเรียทั่วไป เนื่องจากไม่มีผนังเซลล์ (Cell Wall) โครงสร้างที่แปลกประหลาดนี้ทำให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเบต้าแลคแทม (Beta-lactams) เช่น ยาเพนิซิลลินหรืออะม็อกซีซิลลินที่ใช้รักษาอาการอักเสบทั่วไป ไม่สามารถทำลายเชื้อชนิดนี้ได้

ในทางการแพทย์มักเรียกภาวะนี้ว่า "Walking Pneumonia" หรือโรคปอดบวมเดินได้ เนื่องจากเด็กที่ป่วยมักไม่มีอาการซึมรุนแรงเหมือนโรคปอดอักเสบจากเชื้ออื่น เด็กๆ ยังคงสามารถเดิน เล่น หรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ แม้ว่าผลภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray) จะแสดงให้เห็นถึงรอยโรคปอดอักเสบที่ค่อนข้างรุนแรงก็ตาม

อาการแสดงที่แตกต่างจากปอดอักเสบชนิดอื่น

โรคปอดอักเสบจากเชื้อไมโคพลาสมามีระยะฟักตัวค่อนข้างนานประมาณ 1-4 สัปดาห์ ทำให้บางครั้งคุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าลูกไปรับเชื้อมาจากที่ใด โดยอาการมักเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีลักษณะเฉพาะดังนี้

  • อาการไอเด่นชัด: เริ่มจากไอแห้งๆ จากนั้นจะเริ่มไอถี่ขึ้นเรื่อยๆ และเป็นอาการไอเรื้อรังที่ยาวนานกว่า 2-3 สัปดาห์ อาการไอมักจะรุนแรงขึ้นในเวลากลางคืน
  • ไข้ต่ำถึงไข้สูง: ในระยะแรกอาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมกับอาการคล้ายไข้หวัด เช่น เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว แต่ในเด็กบางรายก็อาจมีไข้สูงลอยได้เช่นกัน
  • อาการทางระบบทางเดินหายใจอื่นๆ: อาจมีอาการคัดจมูก มีน้ำมูก หรือตรวจพบเสียงหวีดในปอด (Wheezing) ซึ่งเกิดจากการตีบตันของหลอดลมคล้ายกับอาการหอบหืด
  • อาการนอกระบบทางเดินหายใจ: แม้จะพบได้น้อย แต่เชื้อนี้สามารถก่อให้เกิดผื่นตามผิวหนัง อาการปวดข้อ หรืออาการซีดจากภาวะเม็ดเลือดแดงแตกได้

ทำไมเด็กวัยเรียนถึงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด

เชื้อไมโคพลาสมาแพร่กระจายผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของกลุ่มผู้ป่วย โรงเรียนจึงเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อชั้นดี เนื่องจากเด็กวัยเรียน (อายุ 5-15 ปี) ใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกันในห้องเรียนที่ปิดทึบหรือมีการระบายอากาศที่ไม่ดีพอ ประกอบกับพฤติกรรมการเล่นคลุกคลีและการแบ่งปันของเล่นหรือสิ่งของเครื่องใช้ ทำให้เชื้อสามารถแพร่กระจายจากเด็กคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว

การวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

เมื่อกุมารแพทย์สงสัยภาวะโรคปอดอักเสบจากเชื้อไมโคพลาสมา จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัย ดังนี้

  • การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray): มักพบปื้นขาวหรือรอยโรคกระจายอยู่ทั่วไปในปอดทั้งสองข้าง ซึ่งบางครั้งรอยโรคดูรุนแรงสวนทางกับอาการภายนอกของเด็ก
  • การตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ: ปัจจุบันนิยมใช้การตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธี PCR (Polymerase Chain Reaction) จากการป้ายสิ่งคัดหลั่งในคอหรือโพรงจมูก ซึ่งให้ผลการตรวจที่รวดเร็วและแม่นยำสูง

สำหรับการรักษา เนื่องจากเชื้อนี้ไม่มีผนังเซลล์ กุมารแพทย์จะเลือกใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะกลุ่มที่สามารถยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนของแบคทีเรียได้ เช่น ยากลุ่มแมคโครไลด์ (Macrolides) อย่างยาอะซิโธรมัยซิน (Azithromycin) หรือคลาริโธรมัยซิน (Clarithromycin) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเริ่มพบปัญหาเชื้อไมโคพลาสมาดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้มากขึ้น หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยา แพทย์อาจพิจารณาเปลี่ยนเป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มอื่นตามความเหมาะสมและช่วงอายุของเด็ก

คำแนะนำจากกุมารแพทย์: การรักษาโรคปอดอักเสบจากเชื้อไมโคพลาสมาจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องและครบขนาดตามที่แพทย์สั่ง คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรซื้อยาฆ่าเชื้อทั่วไปตามร้านขายยามารับประทานเอง เพราะนอกจากจะไม่หายแล้ว ยังอาจทำให้เชื้อเกิดการดื้อยาและรักษายากยิ่งขึ้น

แนวทางการดูแลและป้องกันเพื่อปกป้องลูกรัก

เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อไมโคพลาสมาโดยตรง การป้องกันที่ดีที่สุดจึงอยู่ที่การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลและการสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง

การฝึกฝนให้เด็กๆ ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือการใช้เจลแอลกอฮอล์หลังการสัมผัสสิ่งของสาธารณะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ควรสอนให้เด็กหลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ ช้อนส้อม หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น และเมื่อพบว่ามีเพื่อนในชั้นเรียนป่วยด้วยอาการไอเรื้อรัง ควรให้เด็กสวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อ

หากลูกน้อยเริ่มมีอาการไอเรื้อรังนานเกิน 1 สัปดาห์ ร่วมกับมีไข้ต่ำๆ หรือมีอาการเหนื่อยหอบง่ายขณะเล่น การพาลูกมาพบกุมารแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ตรงจุดและรวดเร็ว ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และช่วยให้เด็กๆ สามารถกลับไปเรียนหนังสือและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขและแข็งแรงดังเดิม

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down