คราบเลือดสีแดงบนหมอนหนุนของลูกรัก หรือหยดเลือดกำเดาที่ไหลออกมาขณะที่เขากำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน มักเป็นภาพที่สร้างความตื่นตระหนกและวิตกกังวลให้กับคนเป็นพ่อแม่เป็นอย่างมาก คำถามแรกที่แล่นเข้ามาในหัวคือ ลูกเป็นโรคร้ายแรงอะไรหรือไม่? หรือมีสิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้นในร่างกายของเขา?
ในความเป็นจริงแล้ว อาการเลือดกำเดาไหลที่พบบ่อยที่สุดในเด็กและวัยรุ่น มักไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรงทางระบบเลือด แต่มีจุดเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในจมูกที่เรียกว่า จุดคีสเซลบัค (Kiesselbach’s plexus) ซึ่งเมื่อเกิดการฉีกขาดของหลอดเลือดฝอยบริเวณนี้ ก็จะทำให้มีเลือดสีแดงสดไหลออกมาราวกับท่อประปารั่วได้ทันที
ทำความรู้จัก จุดคีสเซลบัค จุดนัดพบของหลอดเลือดที่แสนบอบบาง
ภายในโพรงจมูกของเรามีบริเวณหนึ่งที่เรียกว่า จุดคีสเซลบัค (Kiesselbach’s plexus) หรือบางครั้งเรียกว่า Little's area ซึ่งตั้งอยู่บริเวณส่วนหน้าของผนังกั้นช่องจมูก จุดนี้มีความพิเศษคือเป็นจุดศูนย์รวมของหลอดเลือดแดงขนาดเล็กถึง 5 เส้นมารวมกัน เพื่อทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงเยื่อบุจมูก และช่วยปรับอุณหภูมิและความชื้นของลมหายใจเข้าสู่ปอด
เนื่องจากจุดนี้ตั้งอยู่ใกล้กับรูจมูกด้านนอกมาก และมีเพียงชั้นเยื่อบุบางๆ คลุมอยู่ด้านบน หลอดเลือดฝอยเหล่านี้จึงเปราะบางและไวต่อสิ่งกระตุ้นภายนอกอย่างยิ่ง การฉีกขาดของหลอดเลือดฝอยบริเวณนี้จึงเกิดขึ้นได้ง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของโพรงจมูก และเป็นสาเหตุของอาการเลือดกำเดาไหลมากกว่าร้อยละ 90 ของเคสที่พบทั้งหมด
สาเหตุหลักที่กระตุ้นให้เกิดการฉีกขาดของหลอดเลือดฝอยบริเวณจุดคีสเซลบัค
แม้ว่าหลอดเลือดบริเวณนี้จะบอบบางโดยธรรมชาติ แต่โดยทั่วไปมักมีปัจจัยกระตุ้นภายนอกที่ทำให้เกิดการฉีกขาด ดังนี้
- สภาพอากาศที่แห้งและเย็น: การนอนในห้องปรับอากาศที่เย็นจัด หรือสภาพอากาศในช่วงฤดูหนาว จะทำให้เยื่อบุจมูกแห้งกร้าน ขาดความยืดหยุ่น และตกสะเก็ด เมื่อมีการขยับตัวหรือจาม สะเก็ดนั้นจะหลุดออกส่งผลให้เกิดการฉีกขาดของหลอดเลือดฝอยบริเวณดังกล่าวได้ง่าย
- พฤติกรรมการแคะ แกะ หรือขยี้จมูก: สำหรับเด็กเล็ก มักมีพฤติกรรมแคะจมูกโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อมีอาการคันหรือมีสะเก็ดน้ำมูกแห้งๆ เล็บที่คมของเด็กสามารถขูดขีดเยื่อบุจมูกจนทำให้หลอดเลือดฝอยฉีกขาดทันที
- โรคภูมิแพ้ทางจมูก: ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มักมีอาการคัน คัดจมูก และมีน้ำมูกไหล เยื่อบุจมูกจะอยู่ในสภาวะอักเสบ บวม และมีเลือดมาเลี้ยงมากกว่าปกติ การขยี้จมูกบ่อยๆ หรือการสั่งน้ำมูกแรงๆ จึงเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดแรงดันจนหลอดเลือดฝอยแตกออก
- การใช้ยาพ่นจมูกอย่างผิดวิธี: การพ่นยาพ่นจมูกรักษาภูมิแพ้โดยหันหัวพ่นเข้าหาผนังกั้นช่องจมูกโดยตรง แรงดันจากยาพ่นอาจทำให้เยื่อบุจมูกบริเวณจุดคีสเซลบัคแห้งและบางลงจนฉีกขาดได้
วิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้องเมื่อเกิดการฉีกขาดของหลอดเลือดฝอยบริเวณจมูก
เมื่อพบคนไข้หรือลูกน้อยมีเลือดกำเดาไหล สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือการตั้งสติ และปฏิบัติตามขั้นตอนปฐมพยาบาลที่ถูกต้องดังต่อไปนี้
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย: การให้ผู้ป่วยนอนราบหรือเงยหน้าขึ้นฟ้าเมื่อเลือดกำเดาไหล เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากจะทำให้เลือดไหลย้อนลงไปในลำคอ ส่งผลให้เกิดการสำลัก ไอ หรืออาเจียนออกมาเป็นเลือดสีดำได้
ขั้นตอนการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องมีดังนี้:
- ให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรงและก้มหน้าลงเล็กน้อย: การก้มหน้าจะช่วยให้เลือดไหลออกทางรูจมูกด้านหน้า ไม่ไหลย้อนลงคอ
- บีบปีกจมูกทั้งสองข้างเข้าหากัน: ให้ใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้บีบส่วนนิ่มของจมูก (บริเวณปีกจมูก) เข้าหากันแน่นๆ เพื่อกดทับจุดคีสเซลบัคโดยตรง โดยให้บีบค้างไว้ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ถึง 10 นาทีโดยไม่ปล่อยมือออกดูระหว่างทาง
- หายใจทางปากแทน: ระหว่างที่บีบจมูก ให้ผู้ป่วยอ้าปากหายใจ และคอยบ้วนเลือดหรือน้ำลายที่ตกค้างในปากทิ้ง
- ประคบเย็น: นำผ้าเย็นหรือเจลประคบเย็นวางบริเวณสันจมูก หน้าผาก หรือรอบๆ คอ ความเย็นจะช่วยให้หลอดเลือดหดตัวเร็วขึ้น
แนวทางการดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
หลังจากที่เลือดหยุดไหลแล้ว แผลที่เกิดจากการฉีกขาดของหลอดเลือดฝอยบริเวณจุดคีสเซลบัคจะยังไม่หายสนิททันที และมีโอกาสที่จะมีเลือดออกซ้ำได้ง่ายในช่วง 2-3 วันแรก จึงควรดูแลปฏิบัติตนดังนี้
หลีกเลี่ยงการแคะ แกะ หรือขยี้จมูก รวมถึงการสั่งน้ำมูกแรงๆ หากรู้สึกว่าจมูกแห้งมาก สามารถใช้น้ำเกลือสำหรับล้างจมูกหยอดเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น หรือใช้สารหล่อลื่น เช่น ปิโตรเลียมเจลลี่ ทาเคลือบบริเวณด้านหน้าของผนังกั้นช่องจมูกเบาๆ ก่อนนอน เพื่อลดความแห้งกร้านและป้องกันไม่ให้เยื่อบุจมูกแตกแห้ง
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ ควรดูแลตัดเล็บมือของลูกน้อยให้สั้นอยู่เสมอ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บจากการแคะจมูกขณะหลับ และหากลูกมีภาวะภูมิแพ้ ควรรับประทานยาและรักษาอาการภูมิแพ้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดอาการคันและการอักเสบในโพรงจมูก
สัญญาณเตือนที่ควรไปพบแพทย์
แม้ว่าการฉีกขาดของหลอดเลือดฝอยบริเวณจุดคีสเซลบัคส่วนใหญ่จะไม่ใช่เรื่องอันตราย แต่อาการเลือดกำเดาไหลบางลักษณะอาจส่งสัญญาณถึงโรคที่ซับซ้อนกว่านั้น ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันทีหากพบอาการดังต่อไปนี้
- ทำการบีบปีกจมูกอย่างถูกต้องและต่อเนื่องนานเกิน 20 นาทีแล้วเลือดยังไม่หยุดไหล
- เลือดกำเดาไหลปริมาณมากและพุ่งออกทางปาก หรือไหลลงคอตลอดเวลา
- มีอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ ชีพจรเต้นเร็ว หรือผิวซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
- เลือดกำเดาไหลบ่อยครั้งมาก เช่น ไหลเกือบทุกวัน หรือสัปดาห์ละหลายๆ หน
- มีภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติในจุดอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มีรอยจ้ำช้ำตามตัวบ่อยโดยไม่ได้กระแทก หรือเลือดออกตามไรฟัน
การเข้าใจถึงกายวิภาคที่บอบบางภายในช่องจมูก และรู้วิธีจัดการกับการฉีกขาดของหลอดเลือดฝอยบริเวณจุดคีสเซลบัคอย่างถูกวิธี จะช่วยลดความตื่นตระหนก และทำให้สามารถดูแลคนในครอบครัวได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที