เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: เมื่อคนไข้หนุ่มแข็งแรงจู่ๆ ก็รู้สึกเหนื่อยผิดปกติ
เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยอาการเหนื่อยหอบง่าย ใจสั่น หรือนอนราบไม่ได้ ทั้งที่อายุยังน้อยและไม่มีโรคประจำตัว สิ่งหนึ่งที่หมอมักจะนึกถึงเสมอคือความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ หลายคนตกใจเพราะคิดว่าโรคหัวใจเป็นเรื่องของผู้สูงอายุ แต่ในความเป็นจริง ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย และบางครั้งก็มาเยือนหลังจากที่เราเพิ่งหายจากอาการป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่น ไข้หวัดหรือท้องเสีย
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ลองนึกภาพว่าหัวใจของเราคือปั๊มน้ำที่ต้องทำงานไม่เคยหยุดพักตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อเกิดการอักเสบขึ้นที่กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสที่เข้าไปจู่โจมเซลล์กล้ามเนื้อโดยตรง หรือเกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราเองทำงานตอบสนองต่อเชื้อโรคมากเกินไปจนหันมาทำลายเนื้อเยื่อหัวใจเสียเอง ความสามารถในการบีบตัวของหัวใจจึงลดลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ หัวใจจึงต้องพยายามทำงานหนักขึ้นจนเกิดอาการเหนื่อยและผิดปกติในที่สุด
สัญญาณเตือนภัยแบบไหนที่ฟ้องว่ากล้ามเนื้อหัวใจกำลังอักเสบ?
อาการของภาวะนี้มีความหลากหลายมาก ตั้งแต่อาการน้อยๆ ไปจนถึงขั้นรุนแรงที่อันตรายถึงชีวิต โดยอาการที่พบได้บ่อยมีดังนี้
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ: เหนื่อยมากกว่าปกติแม้จะทำกิจกรรมเบาๆ หรือรู้สึกเหนื่อยเวลาตนนอนราบจนต้องลุกขึ้นมานั่ง
- เจ็บแน่นหน้าอก: มักมีความรู้สึกแน่นๆ หรือเจ็บตื้อบริเวณกลางอก เหมือนมีอะไรมา 3 ก้อนทับไว้
- ใจสั่นหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ: รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นเร็วเกินไป หรือเต้นสะดุดจนน่ากลัว
- ขาบวมหรือเท้าบวม: เกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดกลับได้ดี ทำให้มีน้ำคั่งในร่างกาย
- หน้ามืด เป็นลม: เกิดจากความดันโลหิตต่ำเพราะหัวใจบีบตัวได้ไม่ดี
ใครบ้างเสี่ยง? และโรคนี้ติดต่อกันได้อย่างไร?
ส่วนใหญ่แล้ว ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ มักมีจุดเริ่มต้นมาจากการติดเชื้อไวรัสทั่วไป เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสในทางเดินอาหาร หรือไวรัสโควิด-19 รวมถึงการได้รับวัคซีนบางชนิดในกลุ่มคนอายุน้อยแม้จะพบน้อยมากก็ตาม นอกจากนี้ การติดเชื้อแบคทีเรีย การสัมผัสสารพิษ หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองก็เป็นปัจจัยกระตุ้นได้เช่นกัน หากใครที่เป็นหวัดแล้วฝืนร่างกายทำงานหนักโดยไม่พักผ่อน เชื้อโรคก็อาจลุกลามลงสู่กล้ามเนื้อหัวใจได้ง่ายขึ้น
ตรวจวินิจฉัยอย่างไร เมื่อหมอสงสัยว่าเป็นโรคนี้?
เมื่อมาพบแพทย์ด้วยอาการเหล่านี้ การตรวจวินิจฉัยจะต้องทำอย่างละเอียดและรวดเร็ว โดยแพทย์มักจะพิจารณาตรวจดังนี้
- การตรวจเลือด: เพื่อดูระดับเอนไซม์หัวใจที่รั่วไหลออกมาเมื่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย รวมถึงดูเครื่องหมายการอักเสบในร่างกาย
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG): เพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจและความผิดปกติทางไฟฟ้า
- การเอกซเรย์ปอดและอัลตร้าซาวด์หัวใจ (Echocardiogram): เพื่อดูขนาดของหัวใจและการทำงานบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างแม่นยำ
- การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (CMR): ในบางรายแพทย์อาจต้องการดูเนื้อเยื่อหัวใจว่ามีการอักเสบหรือเป็นแผลเป็นมากน้อยแค่ไหน
วิธีดูแลรักษาและฟื้นฟูหัวใจให้กลับมาแข็งแรง
การรักษา ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและสาเหตุที่พบ หัวใจต้องการการพักผ่อนอย่างแท้จริง แนวทางหลักๆ ได้แก่
- การพักผ่อนอย่างเต็มที่: งดการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่ต้องใช้แรงอย่างน้อย 3 ถึง 6 เดือน เพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจได้ซ่อมแซมตัวเอง
- การใช้ยาตามอาการ: แพทย์อาจให้ยาขับปัสสาวะเพื่อลดอาการบวม ยาควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือยาช่วยให้หัวใจทำงานน้อยลง
- การรักษาประคับประคอง: ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจต้องเข้ารับการดูแลใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) เพื่อเฝ้าระวังการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต
อาการแบบไหนที่ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที?
หากคุณหรือคนใกล้ชิดเพิ่งหายจากไข้หวัดหรืออาการเจ็บป่วย แล้วมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง หายใจไม่อิ่ม หอบเหนื่อยจนพูดเป็นประโยคไม่ได้ หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม หรือหมดสติไป อย่ารอดูอาการอยู่ที่บ้านเด็ดขาด ควรรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพราะทุกนาทีมีความสำคัญต่อการทำงานของหัวใจ