เวลาที่เราเป็นไข้หวัด เจ็บคอ หรือแค่มีแผลถลอกเล็กน้อยที่ผิวหนัง หลายคนมักคิดว่าเดี๋ยวร่างกายก็คงจัดการได้เอง พักผ่อนสักหน่อยก็น่าจะหายดี แต่ในความเป็นจริง มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเลยที่อาการเริ่มแรกดูไม่รุนแรง กลับพลิกผันกลายเป็นเรื่องใหญ่โตจนต้องนอนโรงพยาบาล ซึ่งตัวการสำคัญที่ทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่แบบนี้ มักมาจากสิ่งที่เราเรียกว่า ภาวะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
ทำไมป่วยนิดเดียว ถึงลุกลามจนเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน?
เวลาที่ร่างกายเราเผชิญกับโรคบางอย่าง เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด-19 ระบบภูมิคุ้มกันจะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสู้กับเชื้อไวรัสเหล่านั้น ในจังหวะที่ภูมิคุ้มกันกำลังอ่อนล้าและด่านป้องกันตามธรรมชาติของเรา เช่น เยื่อบุทางเดินหายใจ เกิดความเสียหายจากเชื้อไวรัส เจ้าแบคทีเรียตัวร้ายที่แอบอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ หรือลอยอยู่ในอากาศ จึงฉวยโอกาสนี้บุกรุกเข้าสู่ร่างกายซ้ำเติมในจุดที่กำลังอ่อนแอ ทำให้เกิดการอักเสบที่รุนแรงและลุกลามมากขึ้นกว่าเดิม
จุดสังเกตสำคัญ: อาการแบบไหนที่บอกว่าเชื้อแบคทีเรียเริ่มเข้ามาแจม?
อาการป่วยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดหรือแผลเล็กๆ มักจะมีทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา แต่ถ้าโรคเริ่มเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ นี่คือสัญญาณเตือนที่หมออยากให้ระวังเป็นพิเศษ
- ไข้กลับมาสูงอีกรอบ: หลังจากที่ไข้เริ่มลดลงไปแล้ว หรือเกือบจะหายดีอยู่แล้ว แต่อยู่ดีๆ ก็กลับมามีไข้สูงหนาแน่นขึ้นมาใหม่
- เสมหะเปลี่ยนสี: จากเดิมที่เป็นเสมหะใสๆ กลายเป็นสีเหลืองเข้ม สีเขียว หรือมีเลือดปนออกมาด้วย
- อาการปวดรุนแรงขึ้นเฉพาะจุด: เช่น ปวดไซนัสร้าวไปทั่วใบหน้า ปวดหูข้างเดียว หรือเจ็บแน่นหน้าอกเวลาหายใจ
- แผลที่ผิวหนังเริ่มลุกลาม: แผลที่ควรจะแห้ง กลับบวมแดงร้อน แดงลามเป็นวงกว้าง หรือมีหนองไหลออกมา
โรคฮิตติดอันดับที่มักมีแบคทีเรียตามมาซ้ำเติม
ในชีวิตประจำวัน หมอมักจะเจอภาวะนี้บ่อยในไม่กี่โรคหลักๆ ซึ่งถ้าเรารู้ทันก็จะช่วยป้องกันได้เร็วขึ้น
หวัดธรรมดาที่ลามไปเป็นไซนัสอักเสบหรือหูชั้นกลางอักเสบ
บางคนเป็นหวัดคัดจมูกธรรมดา แต่ผ่านไปสัปดาห์หนึ่งน้ำมูกข้นเขียวและมีอาการปวดหน่วงบริเวณโหนกแก้มหรือหน้าผาก นั่นแปลว่าโพรงไซนัสเริ่มมีหนองและเชื้อแบคทีเรียเข้าไปยึดครองแล้ว หรือในเด็กเล็กมักจะตามมาด้วยอาการปวดหูเพราะเชื้อลามผ่านท่อปรับความดันในหู
ต่อมทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรีย
อาการเจ็บคอทั่วไปที่เกิดจากไวรัสอาจทำให้ระคายคอ แต่ถ้าเป็นชนิดที่ติดเชื้อแบคทีเรียสแตปฟิโลคอคคัสหรือสเตรปโตคอคคัส ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอมากจนกลืนน้ำลายแทบไม่ไหว มีจุดหนองสีขาวบริเวณทอนซิลและมีไข้สูง
แผลผิวหนังธรรมดาที่กลายเป็นเนื้อเยื่ออักเสบ
รอยข่วนแมว แผลหกล้ม หรือแม้แต่สิวที่ถูกบีบ หากปล่อยให้ความสกปรกเข้าไป แบคทีเรียจะเข้าสู่ชั้นใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวบริเวณนั้นบวม แดง ร้อน และเจ็บปวดมาก หากปล่อยไว้เชื้ออาจเข้าสู่กระแสเลือดได้
การดูแลตัวเองเบื้องต้นและการรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราสงสัยว่ามีภาวะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน สิ่งสำคัญที่สุดคือการไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย เพราะการรักษาหลักของภาวะนี้คือการใช้ ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ซึ่งต้องจ่ายโดยแพทย์และรับประทานให้ครบตามกำหนดเท่านั้น
หมอเน้นย้ำเสมอว่า แม้ว่าอาการจะดีขึ้นหลังทานยาไปได้เพียงสองสามวัน ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด เพราะเชื้อแบคทีเรียที่ยังเหลือรอดอาจสร้างภูมิคุ้มกันและดื้อยา ทำให้การรักษาครั้งต่อไปยากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ควรดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ฟื้นตัวกลับมาทำงานร่วมกับยาได้อย่างเต็มที่
เมื่อไหร่ควรไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอ
หากคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด
- หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือหายใจมีเสียงหวีด
- มีอาการซึมลง สับสน หรือพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง
- เจ็บแน่นหน้าอก หรือความดันโลหิตลดต่ำลง
- มีผื่นแดงกระจายตัวลามอย่างรวดเร็วร่วมกับไข้สูงหนั่นสั่น
การเข้าใจร่างกายและหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด เพราะโรคภัยไข้เจ็บ ถ้ารู้ตัวเร็วและรักษาถูกวิธี โอกาสหายขาดและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน