หลายคนคงเคยมีประสบการณ์เป็นไข้หวัด เจ็บคอ หรือแค่มีแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ แล้วคิดว่าเดี๋ยวร่างกายก็คงจัดการได้เอง แค่นอนพักดื่มน้ำเยอะๆ สักสองสามวันก็น่าจะหายดี แต่บางครั้งเรื่องที่คิดว่าเล็กน้อยกลับไม่ยอมจบง่ายๆ อาการที่เป็นอยู่ดันแย่ลงกว่าเดิม ไข้ที่ควรจะลดกลับสูงขึ้น หรือแผลที่ควรจะแห้งกลับบวมแดงและมีหนองไหลออกมา
อาการพลิกผันแบบนี้แหละที่หมอฟลังก์อยากชวนมาทำความเข้าใจกัน เพราะมันอาจไม่ใช่แค่โรคเดิมกำเริบ แต่ร่างกายกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า ภาวะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่อยากให้มองข้ามเด็ดขาด
ทำไมป่วยนิดเดียว ถึงกลายเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้?
เวลาที่เราเป็นหวัดจากเชื้อไวรัส หรือมีแผลขีดข่วนเล็กน้อย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานอย่างหนักเพื่อต่อสู้ แต่ในจังหวะที่ภูมิคุ้มกันกำลังอ่อนล้าจากการจัดการเชื้อโรคตัวแรก เจ้าแบคทีเรียตัวร้ายที่แอบอาศัยอยู่ตามผิวหนังหรือในลำคอตามปกติ ก็สบโอกาสเข้ามาซ้ำเติมในจุดที่ร่างกายกำลังอ่อนแอ
เปรียบเสมือนบ้านที่มีขโมยพยายามบุกเข้าทางประตูหน้า เจ้าของบ้านกำลังง่วนอยู่กับการสกัดขโมยคนแรก จนลืมมองว่ามีโจรอีกกลุ่มแอบปีนหน้าต่างเข้ามาทางด้านหลัง ความเสียหายจึงลุกลามใหญ่โตกว่าเดิมหลายเท่าตัว
จุดสังเกตสำคัญ: อาการแบบไหนที่ฟ้องว่าแบคทีเรียเริ่มบุกรุก?
อาการป่วยทั่วไปมักจะมีทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา แต่ถ้าเริ่มสังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้เมื่อไหร่ ให้ตื่นตัวไว้เลยว่าอาจมีเชื้อแบคทีเรียเข้ามาแทรกซ้อนเข้าแล้ว
- ไข้กลับมาพุ่งสูงอีกรอบ: หลังจากไข้หวัดเริ่มดีขึ้น แต่ออยู่ๆ ก็กลับมามีไข้สูงหนาแน่นร่วมกับอาการหนาวสั่น
- เสมหะเปลี่ยนสี: จากเดิมที่เป็นน้ำใสๆ หรือขาวขุ่น กลายเป็นสีเหลืองเข้ม สีเขียว หรือมีเลือดปนออกมาด้วย
- ปวดหน่วงเฉพาะจุด: เช่น ปวดไซนัสร้าวไปทั่วใบหน้า ปวดหูข้างใดข้างหนึ่งอย่างรุนแรง หรือเจ็บคอจนกลืนน้ำลายแทบไม่ไหว
- แผลเริ่มลุกลาม: แผลที่เคยแห้งกลับบวมแดงร้อน แผ่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ และมีหนองไหลออกมาจากตัวแผล
โรคฮิตติดอันดับ ที่มักมีเชื้อแบคทีเรียตามมาเช็คบิล
ในทางปฏิบัติ หมอพบว่ามีโรคกลุ่มหนึ่งที่มักเปิดทางให้แบคทีเรียเข้ามาซ้ำเติมได้บ่อยที่สุด ซึ่งคนไข้ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
หวัดเรื้อรังที่ลามกลายเป็นไซนัสอักเสบหรือหูชั้นกลางอักเสบ
การเป็นหวัดธรรมดาจากไวรัสส่วนใหญ่จะหายได้เองในเจ็ดวัน แต่ถ้าผ่านไปเกินสัปดาห์แล้วน้ำมูกยังข้นเขียว ปวดหน่วงโหนกแก้ม หรือหูอื้อปวดแปล๊บ นั่นแปลว่าโพรงไซนัสหรือหูชั้นกลางกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแบคทีเรียไปเรียบร้อยแล้ว
ทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรียที่ต้องระวังเรื่องไข้รูมาติก
อาการเจ็บคอจากไวรัสทั่วไปมักมาพร้อมกับน้ำมูกและอาการไอ แต่ถ้าเจ็บคอมากจนกลืนลำบาก มีจุดหนองสีขาวที่ต่อมทอนซิลโดยไม่มีอาการไอร่วมด้วย มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียกลุ่มสเตรปโตคอคคัส ซึ่งต้องได้ยาปฏิชีวนะเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
แผลภายนอกที่กลายเป็นโรคผิวหนังอักเสบติดเชื้อ
รอยข่วนแมวข่วน หรือแผลหกล้มที่ดูแลไม่สะอาดพอ เปิดโอกาสให้แบคทีเรียสแตฟฟิโลคอคคัสหรือสเตรปโตคอคคัสเข้าสู่กระแสเลือดหรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการบวมแดงลามอย่างรวดเร็ว
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะทันที?
การปล่อยให้ร่างกายสู้เองเป็นเรื่องดีในโรคบางชนิด แต่ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเข้ามา การปล่อยทิ้งไว้รังแต่จะทำให้เชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดและเป็นอันตรายถึงชีวิต
ควรมาพบแพทย์ทันทีหากมีไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียส หายใจหอบเหนื่อย เจ็บแน่นหน้าอก หรือมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด การตรวจวินิจฉัยไม่ว่าจะเป็นการตรวจเลือดหรือเพาะเชื้อ จะช่วยให้แพทย์เลือกใช้ยาฆ่าเชื้อได้อย่างแม่นยำตรงจุด
การกินยาปฏิชีวนะให้ถูกวิธี: เรื่องคอขาดบาดตายที่ห้ามลืมเด็ดขาด
เมื่อแพทย์จ่ายยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียให้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องกินยาให้ครบตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาดต่อให้อาการจะดีขึ้นตั้งแต่สองวันแรกก็ตาม
การหยุดยากลางคันเปรียบเสมือนการฝึกให้เชื้อแบคทีเรียที่เหลือรอดมีความแข็งแกร่งขึ้น จนกลายร่างเป็นเชื้อดื้อยา ซึ่งจะทำให้การรักษาครั้งต่อไปยากลำบากขึ้นอีกหลายเท่าตัว